โรคแพนิค (Panic Disorder) คือ ภาวะตื่นตระหนกและหวาดกลัวรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีภัยคุกคามจริง เกิดจากระบบประสาทอัตโนมัติทำงานไวผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เหงื่อแตก และกลัวเสียชีวิต สามารถฟื้นฟูได้ด้วยการปรับสมดุลระบบประสาท การรักษาทางจิตวิทยา และศาสตร์แพทย์แผนจีนผ่านการฝังเข็มและยาสมุนไพรเฉพาะบุคคล
เคยรู้สึกไหม? อยู่ ๆ หัวใจก็เต้นแรงและรัวขึ้นมา หายใจไม่เต็มอิ่ม แน่นหน้าอก เหงื่อออก มือสั่น พร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวอย่างรุนแรงจนคิดว่า “เรากำลังจะเป็นอะไรไปหรือเปล่า?” หรือ เราจะเป็นอันตรายต่อชีวิตไหม?”
หลายๆ คนรีบไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเลือด หรือประเมินร่างกาย แต่กลับพบว่าผลตรวจไม่ได้แสดงความผิดปกติที่อธิบายอาการทั้งหมดได้ ความไม่เข้าใจนี้อาจทำให้เกิดความกังวลมากขึ้น และเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต เช่น ไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่กล้าเดินทาง หรือคอยระแวงว่าอาการจะกลับมาอีกเมื่อไร สิ่งสำคัญคือ อาการแพนิคไม่ได้หมายความว่า “คิดไปเอง” เพราะในทางการแพทย์ อาการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติและระบบความเครียดของร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง แม้ในขณะนั้นจะไม่พบความผิดปกติทางกายที่เป็นอันตรายจากการตรวจเบื้องต้นก็ตาม
ในมุมมองของแพทย์แผนจีน อาการทางอารมณ์และการทำงานของร่างกายมีความเชื่อมโยงกัน โดยให้ความสำคัญกับความสมดุลของ หัวใจ (心) ซึ่งสัมพันธ์กับเสิน “神 (Shén)” หรือภาวะจิตใจ และ ตับ (肝) ซึ่งตามทฤษฎีแพทย์แผนจีนมีบทบาทในการดูแลการไหลเวียนของลมปราณและเกี่ยวข้องกับอารมณ์ เมื่อเกิดความไม่สมดุล อาจแสดงออกมาเป็นอาการทางกายร่วมกับความรู้สึกวิตกกังวล หวาดกลัว ใจสั่น หรือความไม่สบายใจได้
ดังนั้น การดูแลผู้ที่มีอาการแพนิคจึงอาจมองได้ทั้ง กายและใจควบคู่กัน โดยการฝังเข็มและการใช้ยาสมุนไพรจีนเป็นหนึ่งในแนวทางที่แพทย์แผนจีน เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกับการดูแลตามความเหมาะสม โดยเลือกแนวทางให้เหมาะกับอาการและภาวะของแต่ละบุคคล
ที่ ปิยชาติคลินิก เราให้ความสำคัญกับการรับฟังอาการและประเมินแต่ละคนอย่างเป็นรายบุคคล เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับร่างกาย และค่อย ๆ ดูแลทั้งกายและใจอย่างเหมาะสม เพราะอาการที่คุณรู้สึกนั้นเป็นเรื่องจริง และคุณไม่จำเป็นต้องเผชิญกับมันเพียงลำพัง สามารถเข้ามารับคำปรึกษา และรักษาที่ปิยชาติคลินิกได้ทุกสาขา
โรคแพนิค (Panic Disorder) คืออะไร? สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
โรคแพนิค (Panic Disorder) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการ ตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวอย่างรุนแรงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยอาการอาจเกิดขึ้นได้แม้ในขณะนั้นจะไม่ได้กำลังเผชิญกับอันตรายที่ชัดเจน และบางครั้งก็ไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น
อาการแพนิคมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดทั้งอาการทางร่างกายและความรู้สึกหวาดกลัว เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่อิ่มหรือรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก แน่นหรือเจ็บหน้าอก เวียนศีรษะ เหงื่อออก มือสั่น คลื่นไส้ หรือรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดความกลัวอย่างรุนแรงว่า กำลังจะเสียชีวิต กำลังจะเป็นโรคร้ายแรง หรือกำลังจะเสียการควบคุมตัวเอง
สิ่งที่ทำให้แพนิคสร้างความกังวลได้มาก คือ อาการสามารถเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว จนผู้ป่วยเริ่มไม่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร เมื่อมีอาการซ้ำ ๆ จึงอาจนำไปสู่ความกังวลว่าจะเกิดแพนิคอีก และเริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมบางอย่าง เช่น การอยู่คนเดียว การเดินทาง หรือการไปในสถานที่ที่คิดว่าหากเกิดอาการขึ้นมาแล้วจะหาความช่วยเหลือได้ยาก
ดังนั้น หากมีอาการในลักษณะดังกล่าวบ่อยครั้ง หรืออาการเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต ไม่ควรมองว่าเป็นเพียง “คิดมาก” หรือ “ใจไม่แข็งแรง” แต่ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม เพราะอาการของแพนิคสามารถคล้ายกับอาการของโรคทางกายบางชนิดได้ การตรวจประเมินโดยแพทย์จึงมีความสำคัญในการแยกสาเหตุและวางแนวทางดูแลที่เหมาะสม
(รามาธิบดี โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, ม.ป.ป.)
อาการทางกายและใจเมื่อโรคแพนิคกำเริบ
เมื่อเกิด อาการแพนิค (Panic Attack) ร่างกายอาจตอบสนองอย่างรวดเร็วราวกับกำลังเผชิญอันตราย แม้ในขณะนั้นจะไม่ได้มีภัยคุกคามจริง อาการจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ และมักทำให้ผู้ป่วยรู้สึกตกใจหรือหวาดกลัวอย่างมาก
อาการทางกายที่พบได้ ได้แก่
- หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น หรือรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นสะดุด
- หายใจไม่ทัน หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
- แน่นหรือเจ็บหน้าอก
- มือเท้าชา หรือมีอาการชาตามร่างกาย
- เวียนศีรษะ หน้ามืด วูบ หรือรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นลม
- เหงื่อออก ตัวสั่น ร้อนหรือหนาววูบวาบ
- คลื่นไส้ หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณท้อง
ในขณะเดียวกัน อาจเกิด อาการทางใจ ร่วมด้วย เช่น ความกลัวอย่างรุนแรง กลัวว่าจะเสียชีวิต กลัวว่าจะเกิดเหตุร้ายกับตัวเอง หรือรู้สึกว่า “กำลังจะควบคุมตัวเองไม่ได้” บางรายอาจรู้สึกแปลกไปจากเดิม เช่น รู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งรอบตัวไม่เป็นจริง
อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและสามารถรุนแรงจนผู้ป่วยเข้าใจว่าอาจกำลังเกิดภาวะฉุกเฉินทางร่างกาย จึงไม่ควรสรุปว่าอาการดังกล่าวเป็นแพนิคโดยทันที โดยเฉพาะหากเป็น ครั้งแรก มีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง หมดสติ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและแยกโรคทางกายที่อาจมีอาการคล้ายกันก่อน
(รามาธิบดี โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, ม.ป.ป.)
ร่างกายสามารถเกิดการตอบสนองต่อความกลัวหรือความเครียดอย่างรุนแรงได้ แม้จะไม่ได้มีความผิดปกติของอวัยวะที่ตรวจพบจากการตรวจทั่วไป
เมื่อระบบประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานอัตโนมัติของร่างกายเข้าสู่ภาวะตื่นตัว ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น หัวใจเต้นเร็วขึ้น การหายใจเปลี่ยนแปลง เหงื่อออก และกล้ามเนื้อเกร็งตัว จึงทำให้เกิดอาการทางกายที่รู้สึกได้อย่างชัดเจน การตรวจร่างกายในทางกายภาพ“และผลตรวจเป็นปกติ”อาจจะหมายถึงการตรวจที่ทำในขณะนั้นอาจไม่พบความผิดปกติทางกายที่สามารถอธิบายอาการได้ การประเมินโดยแพทย์จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะเพื่อแยกโรคทางกายที่อาจมีอาการคล้ายแพนิคออกก่อน อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แพนิคเกิดวงจรซ้ำได้ คือ เมื่อผู้ป่วยเคยมีอาการรุนแรงมาก่อน อาจเริ่ม กลัวว่าอาการจะกลับมาอีก และคอยสังเกตการเต้นของหัวใจ การหายใจ หรือความรู้สึกผิดปกติในร่างกายอยู่ตลอด ความกังวลนี้อาจทำให้ร่างกายยิ่งตื่นตัว และทำให้อาการทางกายเด่นชัดขึ้นอีก
ระบบประสาทอัตโนมัติกับอาการแพนิค
เมื่อร่างกายรับรู้ถึงความเครียด ความกลัว หรือภัยคุกคาม สมองจะกระตุ้น ระบบประสาทอัตโนมัติ โดยเฉพาะระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ให้เข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมแบบ “สู้หรือหนี” (Fight or Flight) ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น การหายใจเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น และกล้ามเนื้อมีความตึงตัวมากขึ้น เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย
ในผู้ที่มีโรคแพนิค ระบบตอบสนองดังกล่าวอาจเกิดขึ้น อย่างรวดเร็วและไวเกินไป แม้ไม่ได้มีอันตรายที่ชัดเจนอยู่ตรงหน้า โดยระบบประสาทอัตโนมัติของผู้ที่เป็นแพนิคอาจทำงานไวเกินไป จึงสามารถเกิดอาการใจสั่น เหงื่อแตก หรืออาการทางกายอื่น ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์ที่น่ากลัวเกิดขึ้นจริง
ในทางสรีรวิทยา เมื่อสมองประเมินว่ากำลังอยู่ภายใต้ความเครียด อะมิกดะลา (Amygdala) สามารถส่งสัญญาณไปยัง ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งกระตุ้นทั้งระบบประสาทซิมพาเทติกและการทำงานของต่อมหมวกไต ทำให้มีการหลั่งอะดรีนาลีนและสารที่เกี่ยวข้อง ส่งผลต่อหัวใจ หลอดเลือด ปอด และกล้ามเนื้อ จึงเกิดอาการต่าง ๆ เช่น ใจสั่น หายใจเร็ว เหงื่อออก และกล้ามเนื้อเกร็งขึ้นมาได้
จึงอาจเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายว่า “ระบบสัญญาณเตือนภัยของร่างกายไวเกินไป” เมื่อระบบถูกเปิดขึ้น ร่างกายจะตอบสนองราวกับกำลังต้องสู้หรือหนี ทั้งที่สถานการณ์ตรงหน้าอาจไม่ได้มีอันตรายจริง อาการทางกายที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจึงยิ่งทำให้ผู้ป่วยตกใจและหวาดกลัวมากขึ้น
(คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2563) — สำหรับกลไกความเครียด ระบบซิมพาเทติก และ Fight-or-Flight
(คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, 2562) — สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทอัตโนมัติกับโรคแพนิค

ถอดรหัสโรคแพนิคตามหลักการแพทย์แผนจีน: เกิดจากอะไร?
ในมุมมองการแพทย์แผนจีน ร่างกายและจิตใจ เป็นหนึ่งเดียวกัน มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันไม่ได้ถูกแยกออกจากการทำงานของร่างกาย สามารถพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่าง อารมณ์ การไหลเวียนของชี่ หรือลมปราณ (气) และ เลือด (血) และการทำงานของอวัยวะภายใน ร่วมกัน ดังนั้น เมื่อเกิดความเครียดหรืออารมณ์ที่รุนแรงและต่อเนื่อง แพทย์แผนจีนจึงจะประเมินว่าความไม่สมดุลเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับอาการไม่สมดุลภายในร่างกายที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญ เช่น
- ภาวะตับติดขัด (Liver Qi Stagnation)
อวัยวะตับ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ และ ดูแลการไหลเวียนลมปราณทั่วร่างกาย ถ้าตับติดขัด การไหลเวียนลมปราณไม่ดี คั่งค้าง อารมณ์ก็จะไม่มั่นคงตามมา เรียกว่า ชี่ตับติดขัด (肝气郁结) ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้สึกอึดอัด แน่นบริเวณหน้าอกหรือชายโครง ถอนหายใจบ่อย ขี้หงุดหงิด หรือมีอารมณ์แปรปรวน
- ภาวะหัวใจและไตไม่ประสานกัน (Heart and Kidney Disharmony)
ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน หัวใจ (心) มีความสัมพันธ์กับ “ไฟ” ส่วน ไต (肾) มีความสัมพันธ์กับ “น้ำ” และทั้งสองควรรักษาสมดุลซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดภาวะที่เรียกว่า หัวใจและไตไม่ประสานกัน (心肾不交จะอธิบายว่า “น้ำของไต” ไม่สามารถขึ้นไปควบคุม “ไฟของหัวใจ” ได้อย่างสมดุล ทำให้ไฟหัวใจมีแนวโน้มกำเริบ
ในมุมมองของแพทย์แผนจีน ภาวะนี้อาจสัมพันธ์กับอาการ ใจสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ฝันมาก รู้สึกวิตกกังวล หรือจิตใจไม่สงบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ภาวะชี่และเลือดพร่อง (Qi & Blood Deficiency)
ชี่และเลือดพร่อง (气血不足) ซึ่งมักกล่าวถึงในผู้ที่มีภาวะอ่อนเพลีย พักผ่อนน้อย หรือร่างกายฟื้นตัวไม่เต็มที่ ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน เมื่อชี่และเลือดไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อการหล่อเลี้ยงหัวใจและการทำงานของ “เสิน (神)” หรือจิตใจ ทำให้เกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หรือมีความรู้สึกหวาดกลัวและตกใจง่ายในบางรายเพราะตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน ชี่และเลือดมีหน้าที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ
กลุ่มอาการแพนิคตามหลักแพทย์แผนจีน
| กลุ่มอาการตาม TCM | ลักษณะอาการที่อาจพบร่วม | แนวทางการปรับสมดุลตาม TCM |
| ไฟหัวใจกำเริบ | ใจสั่น กระสับกระส่าย รู้สึกร้อนหรือหน้าแดง ปากแห้ง นอนหลับยาก ฝันมากหรือฝันรบกวน | 清心安神 — ระบายไฟหัวใจและสงบจิตใจ |
| ตับชี่ติดขัดและเกิดความร้อน | หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน แน่นหรืออึดอัดบริเวณหน้าอก ถอนหายใจบ่อย ปวดศีรษะ หรืออาการกำเริบเมื่อมีความเครียด | 疏肝理气、清肝泻火 — ช่วยให้ชี่ตับไหลเวียนและลดความร้อนตามรูปแบบอาการ |
| หัวใจและม้ามพร่อง | ใจสั่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หน้าซีด เวียนศีรษะ นอนหลับไม่สนิท คิดมาก หรือมีความกังวลและตกใจง่าย | 补益心脾、养血安神 — บำรุงหัวใจและม้าม เสริมเลือดและสงบจิตใจ |
การฟื้นฟูโรคแพนิคอย่างตรงจุด ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน ที่ปิยชาติคลินิก
ตามแนวคิดของแพทย์แผนจีน การดูแลจะให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการ แพทย์จะพิจารณาอาการโดยรวมและความไม่สมดุลของร่างกาย ก่อนเลือกวิธีดูแลที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่น การฝังเข็ม การใช้สมุนไพรจีน หรือหัตถการอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
การฝังเข็ม เป็นหนึ่งในแนวทางที่ใช้ในการแพทย์แผนจีน โดยมีการเลือกจุดตามอาการและการประเมินของแพทย์จีนเอง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาอาการเฉพาะจุดเท่านั้น การฝังเข็มสามารถใช้ดูแลอาการหลายกลุ่ม รวมถึง ความเครียด วิตกกังวล และนอนไม่หลับ และมีการกล่าวถึงการใช้แนวคิดเรื่องการปรับสมดุลของร่างกายในการดูแลผู้ป่วย ในส่วนของ สมุนไพรจีน แพทย์จะเลือกใช้ตามกลุ่มอาการของแต่ละบุคคลเช่นเดียวกัน
ดังนั้น แนวทางของปิยชาติคลินิกสามารถเรียกได้ว่า ไม่ได้มุ่งเพียงบรรเทาอาการในช่วงที่แพนิคกำเริบ แต่ให้ความสำคัญกับการประเมินรูปแบบอาการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของแต่ละคน เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสมในระยะยาว และเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ด้วยการฝังเข็ม สมุนไพรจีน และการปรับพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพักผ่อน ความเครียด และการใช้ชีวิต
การแพทย์แผนจีน เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพ และไม่ควรหยุดยาหรือยกเลิกการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันเอง โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแพนิคหรือมีอาการทางกายที่ต้องติดตาม

การฝังเข็มปรับสมดุลระบบประสาทและสงบจิตใจ (Acupuncture for ANS & Shen)
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน การเลือกจุดฝังเข็มจะพิจารณาตามอาการและกลุ่มอาการของแต่ละบุคคล โดยจุดที่มักนำมาใช้ในแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการสงบจิตใจ ได้แก่ จุดเน่ยกวน (Neiguan) จุดเสินเหมิน (Shenmen) และจุดไป่ฮุ่ย (Baihui)
ในมุมมองทางสรีรวิทยา เมื่อร่างกายเกิดความกลัวหรือความเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติ โดยเฉพาะระบบซิมพาเทติก จะถูกกระตุ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว เหงื่อออก และมีการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อความเครียด เช่น adrenaline และ cortisol การฝังเข็มจึงถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในแนวทางที่มุ่งช่วยผ่อนคลายและปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย และการใช้จุดเสินเหมินเพื่อช่วยสงบจิตใจ และการฝังเข็มช่วยส่งเสริมการผ่อนคลายและสนับสนุนการปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย เพื่อช่วยในการทุเลาความเครียดและความวิตกกังวล

ยาสมุนไพรจีนปรับธาตุเฉพาะบุคคล (TCM Herbal Therapy)
การใช้ยาสมุนไพรจีนในศาสตร์การแพทย์แผนจีนจะพิจารณา ตามกลุ่มอาการและรูปแบบความไม่สมดุลของร่างกายเป็นรายบุคคลก่อนเลือกตำรับยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย โดยอาจพิจารณาร่วมกับอาการด้านการนอนหลับ ความเครียด ใจสั่น อ่อนเพลีย การย่อยอาหาร ตลอดจนข้อมูลจากการตรวจลิ้นและชีพจรตามหลักแพทย์แผนจีน
สำหรับผู้ที่มีอาการวิตกกังวล ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือมีอาการตื่นตระหนก แพทย์แผนจีนอาจพิจารณากลุ่มอาการที่แตกต่างกัน เช่น 心火亢盛ไฟหัวใจกำเริบ, 肝郁化火ตับติดขัดเปลี่ยนเป็นไฟ หรือ 心脾两虚 หัวใจและม้ามพร่อง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็น Panic Disorder ทุกคนจะมีรูปแบบเดียวกัน การเลือกตำรับและการปรับยา จึงควรขึ้นอยู่กับการประเมินตามหลักการแพทย์แผนจีนของแต่ละราย
ดังนั้น สำหรับแนวทางของปิยชาติคลินิก สามารถวางแนวคิดการใช้สมุนไพรจีนจะมีการปรับสมดุลเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาร่วมกับการฝังเข็ม การนอนหลับ ความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวม โดยไม่จำเป็นต้องใช้ตำรับเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคน

การครอบแก้วและกระตุ้นไฟฟ้า เสริมการไหลเวียนและผ่อนคลาย
- ช่วยคลายความตึงเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณแผ่นหลัง หน้าอก และไหล่ ซึ่งอาจเกิดร่วมกับความเครียดและภาวะตื่นตัวของร่างกาย พร้อมส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ
- การกระตุ้นด้วยไฟฟ้าร่วมกับการฝังเข็ม ช่วยส่งเสริมการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อและช่วยปรับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ (ANS) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียด
- เมื่อร่างกายคลายความตึงและเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายมากขึ้น จะช่วยลดความรู้สึกไม่สบายทางกายที่เกิดร่วมกับความวิตกกังวล เช่น แน่นหน้าอก เกร็งตัว หรือรู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม
4 วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่ออาการแพนิคกำเริบ
เมื่ออาการแพนิคเกิดขึ้นแบบฉับพลัน ทั้งใจสั่น หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก หรือรู้สึกกลัวอย่างรุนแรง สิ่งแรกที่ควรทำคือพยายามลดความตื่นตัวของร่างกายและดึงความสนใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน สามารถลองดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ดังนี้
1. ค่อย ๆ ชะลอจังหวะการหายใจ
เมื่อเริ่มรู้สึกหายใจเร็วหรือหายใจไม่เต็มอิ่ม ให้หยุดกิจกรรมชั่วคราว แล้วค่อย ๆ หายใจเข้าและผ่อนลมหายใจออกอย่างช้า ๆ พยายามไม่เร่งจังหวะการหายใจ และอยู่กับลมหายใจของตัวเอง วิธีนี้เป็นหนึ่งในแนวทางที่ใช้ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายเมื่อเกิดความวิตกกังวลหรืออาการแพนิค
(เจณณวาสิน, 2553; ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, ม.ป.ป.)
2. ดึงความสนใจกลับมาที่สิ่งรอบตัวด้วยเทคนิค 5-4-3-2-1
หากความกลัวหรือความกังวลกำลังเพิ่มขึ้น ลองหยุดคิดถึงอาการที่กำลังเกิดขึ้น แล้วใช้ประสาทสัมผัสสำรวจสิ่งรอบตัว โดยมองหา 5 สิ่งที่เห็น รับรู้ 4 สิ่งที่สัมผัสได้ ฟัง 3 เสียงที่อยู่รอบตัว สังเกต 2 กลิ่น และรับรู้ 1 รสชาติ วิธีนี้เป็นเทคนิค Grounding ที่ช่วยนำความสนใจกลับมาอยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
(กรมสุขภาพจิต, 2568)
3. ลองกดจุดเน่ยกวน
ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน จุดเน่ยกวนอยู่บริเวณด้านในของข้อมือ สามารถใช้การกดหรือนวดกระตุ้นบริเวณจุดดังกล่าวได้ โดยมีการนำมาใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่าง เช่น ใจสั่น เวียนศีรษะ และคลื่นไส้ อย่างไรก็ตาม ควรมองว่าเป็นวิธีช่วยบรรเทาอาการทางกาย ไม่ใช่การรักษาอาการแพนิคโดยตรง
4. หยุดกิจกรรมและหาพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัย
หากอาการเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ทำงาน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ควรหยุดพักในบริเวณที่ปลอดภัยก่อน โดยเฉพาะกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหากมีอาการเวียนศีรษะหรือใจสั่น จากนั้นค่อย ๆ ตั้งสติและรอให้อาการคลายลง หากอาการรุนแรง เป็นครั้งแรก หรือมีอาการที่ไม่แน่ใจว่าเกิดจากแพนิคหรือภาวะทางกายอื่น ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์
(เจณณวาสิน, 2553)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ฝังเข็มรักษาโรคแพนิคได้จริงไหม และช่วยปรับระบบประสาทได้อย่างไร?
A: การฝังเข็มช่วยบรรเทาและฟื้นฟูโรคแพนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลการวิจัยรองรับว่าช่วยกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความสงบของร่างกาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดความตึงเครียด และปรับระดับสารสื่อประสาทให้กลับสู่สมดุล
(การฝังเข็มเป็นหนึ่งในแนวทางการแพทย์แผนจีนที่มีการนำมาใช้ดูแลผู้ที่มีอาการแพนิคและอาการที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวล ซึ่งการฝังเข็มมีความเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นระบบประสาทและการหลั่งสารสื่อประสาทที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง จึงอาจมีส่วนช่วยให้ร่างกายเกิดการผ่อนคลายและลดความตึงตัวบางอย่างได้ อย่างไรก็ตาม การฝังเข็มควรพิจารณาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการรักษาในผู้ที่มีอาการแพนิคควรได้รับการประเมินและดูแลตามแนวทางมาตรฐานร่วมด้วย โดยแพทย์แผนจีนเราสามารถประเมินรูปแบบการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล)
Q: ทานยาปรับสารเคมีในสมองอยู่ สามารถฝังเข็มหรือทานยาสมุนไพรจีนควบคู่กันได้ไหม?
A: สามารถฝังเข็มควบคู่ไปกับการทานยาแผนปัจจุบันได้อย่างปลอดภัย โดยการฝังเข็มจะช่วยลดผลข้างเคียงจากยาและเร่งการฟื้นฟู สำหรับยาสมุนไพรจีน แพทย์แผนจีนที่ปิยชาติคลินิกจะตรวจประเมินอย่างละเอียดเพื่อจัดตำรับยาที่ไม่ต้านหรือซ้ำซ้อนกับยาเดิมของผู้ป่วย
Q: รักษาโรคแพนิคด้วยแพทย์แผนจีน ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นผล?
A: ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกจิตใจสงบลง นอนหลับได้ดีขึ้น และความรุนแรงของอาการลดลงตั้งแต่ 1–3 ครั้งแรกที่ได้รับการฝังเข็ม ทั้งนี้ เพื่อการปรับสมดุลโครงสร้างธาตุในร่างกายให้แข็งแรงและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แนะนำให้ทำการรักษาอย่างต่อเนื่องประมาณ 6–10 ครั้ง ตามการประเมินของแพทย์
“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”
อ้างอิง
รามาธิบดี โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). ลักษณะเฉพาะของโรคแพนิค. Rama Channel. https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/ลักษณะเฉพาะของโรคแพนิค/
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2563, 31 มีนาคม). ความเครียดและภาวะปวดกล้ามเนื้อ. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาควิชาจิตเวชศาสตร์. (2562). โรคแพนิค. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
เรื่องแพนิคและการดูแลเบื้องต้น — ศิริราช
เจณณวาสิน, ส. (2553, 28 ตุลาคม). แพนิค! รักษาได้. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
กรมสุขภาพจิต. (2568, 14 ธันวาคม). Grounding technique. คลังความรู้สุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต.

English
中文 (简体字)
Lastest Post
ฝังเข็ม กัวซา ครอบแก้ว ยาจีน
กรดไหลย้อนรักษาไม่หายสักที! ทำไมกินยาลดกรดแล้วยังกลับมาเป็นซ้ำ?
ฝังเข็ม
ฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต! ด้วยการฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้า ที่ Piyachat Clinic
ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน
โรคแพนิคคืออะไร? รู้จักสาเหตุพร้อมวิธีดูแลด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน