ภาวะกรดไหลย้อนรักษาไม่หายสักที เกิดจากการที่ยาลดกรดช่วยเพียงระงับอาการและลดความเป็นกรดชั่วคราว แต่ไม่ได้รักษาความหย่อนยานของหูรูดหลอดอาหาร กระเพาะอาหารที่บีบตัวช้า หรือระบบประสาทอัตโนมัติที่แปรปรวนจากความเครียด การรักษาที่ยั่งยืนตามศาสตร์แพทย์แผนจีนจึงมุ่งเน้นการปรับทิศทางลมปราณ (ชี่) กระเพาะอาหารให้ไหลลงล่าง บำรุงม้าม และฝังเข็มฟื้นฟูระบบประสาทเวกัสเพื่อตัดวงจรการกลับมาเป็นซ้ำ
ฝันร้ายของผู้ป่วยกรดไหลย้อนคงหนีไม่พ้นอาการแสบร้อนกลางอก จุกแน่นลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกมีก้อนจุกที่คอ แม้ว่าจะทานยาลดกรดตามที่แพทย์สั่งจนอาการสงบลง แต่เมื่อหยุดยาหรือเจอปัจจัยกระตุ้นอย่างความเครียดและอาหารบางอย่างอาการกรดไหลย้อนก็วนกลับมาเป็นซ้ำ เกิดเป็นวงจรที่ยากจะหลีกหนี วันนี้เราจะมาดูสาเหตุที่วงจรดังกล่าวนี้ไม่หายไปและแพทย์แผนจีนมีวิธีรักษากรดไหลย้อนอย่างไรบ้าง
ยารักษากรดไหลย้อนมีอะไรบ้าง ทำไมใช้แล้วยังกลับมาเป็นซ้ำ
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่ายารักษากรดไหลย้อนทำงานอย่างไร เนื่องจากยาต่างชนิดกันมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน กรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร โดยมีสาเหตุได้หลายอย่างทั้งจากการคลายตัวที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหาร การบีบตัวผิดปกติของหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร เป็นต้น ตัวอย่างกลุ่มยาที่ใช้ในการรักษาแบ่งเป็น:
- ยาลดกรด(Antacids): ทำงานโดยทำปฏิกิริยาทางเคมีกับกรดในกระเพาะ ส่งผลให้ “ค่าความเป็นกรดลดลง” ลดการระคายเคืองจากกรดแต่ไม่ได้ยับยั้งการสร้างกรดใหม่และไม่ได้แก้ที่กลไกการเกิดกรดไหลย้อนโดยตรง มีลักษณะการทำงานแบบออกฤทธิ์เร็วแต่ฤทธิ์ยาสั้น
- ยาปิดกั้นตัวรับ histamine-2 (H2-receptor antagonist; H2RA): ทำงานโดยการ “ลดสัญญาณกระตุ้นการหลั่งกรด” โดยปิดกั้นไม่ให้ H2-receptor บนเซลล์สร้างกรดของกระเพาะถูกกระตุ้นด้วย histamine ข้อจำกัดคืออาจเกิดภาวะดื้อยาฉับพลัน(tachyphylaxis)เมื่อใช้ต่อเนื่อง และโดยรวมมีประสิทธิภาพในการรักษาหลอดอาหารอักเสบชนิดมีแผลน้อยกว่า PPI ตัวอย่างยาเช่น Famotidine
- ยายับยั้งการปั๊มโปรตอน(Proton pump inhibitors; PPIs): หลังถูกดูดซึมจะสะสมและเปลี่ยนเป็นรูปออกฤทธิ์ ทำงานโดยจับกับ H⁺/K⁺-ATPase หรือ proton pump ที่เป็นปั๊มปลายทางของกระบวนการหลั่งกรด เป็นการยับยั้งการทำงานของปั๊มดังกล่าว ทำให้เกิดการ “ลดการหลั่งกรด” ได้ไม่ว่าจะถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณใด PPIs เป็นยาหลักที่ใช้ควบคุมกรดไหลย้อนและรักษาหลอดอาหารอักเสบจากกรด จุดสำคัญของการใช้ยาประเภทนี้คือควรทานก่อนอาหาร 30-60 นาทีและอาจต้องทานต่อเนื่องหลายวันเพื่อให้ได้ฤทธิ์ลดกรดสูงสุด ตัวอย่างยาเช่น Omeprazole, esomeprazole, pantoprazole, lansoprazole, rabeprazole
- ยายับยั้งกรดโดยแข่งขันกับโพแทสเซียม(Potassium-competitive acid blockers; P-CABs): ทำงานด้วยกลไกยับยั้ง H⁺/K⁺-ATPase เช่นเดียวกับ PPI แต่ใช้วิธีแข่งขันกับโพแทสเซียมที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของปั๊ม โดยจับแบบย้อนกลับได้(reversible) และไม่ต้องอาศัยกรดเปลี่ยนยาให้เป็นรูปออกฤทธิ์ก่อนแบบPPI ตัวอย่างยาประเภทนี้เช่น Vonoprazan อย่างไรก็ตาม P-CABs เป็นยากดกรด ไม่ได้ซ่อมหูรูดหรือหยุดการไหลย้อนโดยตรง
- ยาสร้างแนวกั้นการไหลย้อน(Alginates): เป็นส่วนผสมในสูตรยารักษากรดไหลย้อน เช่น สาร Sodium alginate ทำงานโดยทำให้เกิดชั้นเจลเคลือบเหนืออาหารและของเหลวในกระเพาะ เกิดเป็นแนวกั้นทางกายภาพที่ช่วยลดการไหลย้อนและการสัมผัสกรดของหลอดอาหาร
- ยาเร่งการเคลื่อนไหวทางเดินอาหาร(Prokinetic Agents): ทำงานโดยเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารส่วนต้นและช่วยให้อาหารออกจากกระเพาะเร็วขึ้น กลไกขึ้นกับตัวยา เช่น Domperidone ต้านตัวรับ dopamine ส่วน Metoclopramide ส่งเสริมการตอบสนองต่อ acetylcholine และเพิ่มแรงบีบตัวของกระเพาะ ยาบางชนิดยังเพิ่มแรงตึงของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างทำให้ป้องกันกรดจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ แต่ ไม่ได้กดการสร้างกรดและยังมีผลข้างเคียงที่ควรระวังเช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ ผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง(เช่น ง่วงซึม หงุดหงิด ซึมเศร้า ปฏิกิริยาผิดปกติของกล้ามเนื้อ และภาวะเคลื่อนไหวผิดปกติแบบเรื้อรัง) มักใช้เป็นยาเสริมในกรณีผู้ป่วยมีอาการกระเพาะระบายอาหารช้าร่วมด้วย
- ยาลดการคลายตัวชั่วคราวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง: ยา Baclofen ทำงานโดยกระตุ้นตัวรับ GABA-B ลดการคลายตัวชั่วคราวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างที่ไม่ได้เกิดจากการกลืน เรียกว่า transient lower esophageal sphincter relaxations(TLESRs) จึงลดจำนวนครั้งของการไหลย้อนได้ ไม่ใช่ยาที่ใช้ทั่วไปเนื่องจากอาจทำให้ง่วง เวียนศีรษะ และท้องผูกได้
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่ายารักษากรดไหลย้อนมีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน ยาที่ใช้ทั่วไปส่วนใหญ่มีฤทธิ์ในการลดกรด ไม่ได้แก้ไขที่ต้นเหตุของอาการ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทานยาแล้วแต่อาการกรดไหลย้อนยังกลับมาเป็นซ้ำ ส่วนยาที่มีฤทธิ์เพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารส่วนต้น เพิ่มแรงตึงของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง หรือลดการคลายตัวชั่วคราวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง ยังคงมีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง ทำให้ไม่สามารถใช้ได้ทั่วไป
นอกจากนี้การหยุดยาประเภท H2RA และ PPI กะทันหันหลังจากใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็ยังสามารถทำให้เกิดภาวะ “Rebound acid hypersecretion(RAHS)” คือภาวะการหลั่งกรดมากผิดปกติหลังจากหยุดยา เกิดจากการปรับตัวของร่างกาย คือเมื่อทานยาลดกรดต่อเนื่อง เซลล์ในกระเพาะจะหลั่งกรดเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาสมดุลกรดในกระเพาะ แต่เมื่อหยุดยากะทันหัน ร่างกายยังคงหลั่งกรดเพิ่มอยู่ ส่งผลให้ปริมาณกรดสูงเกินกว่าระดับก่อนเริ่มรักษา ทำให้ผู้ป่วยกลับมามีอาการกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้น มีอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด จุกเสียดจากการระคายเคืองและอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารที่ทำให้กระเพาะเคลื่อนตัวช้าลง อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น และมีการสะสมแก๊สมากขึ้นในลำไส้จากปริมาณกรดที่มากขึ้น แพทย์แผนจีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการบรรเทาอาการและลดการกลับมาเป็นซ้ำของโรค เนื่องจากมีผลข้างเคียงน้อย และมีแนวทางการรักษาแบบองค์รวม ครอบคลุมถึงสาเหตุทางตรงและทางอ้อมของโรค ช่วยปรับระบบย่อยอาหารจากภายในอย่างยั่งยืน

ความเครียดกับกรดไหลย้อน ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม?
ความเครียดมีบทบาทกระตุ้นให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าอาการกรดไหลย้อนหนักขึ้นได้ โดยปกติแล้วหลอดอาหารและสมองสื่อสารกันผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ แกนสมอง–ลำไส้ และฮอร์โมนความเครียด โดยมี vagus nerve เป็นตัวประสานงานทั้งรับความรู้สึกเข้าและส่งออกคำสั่งจากสมอง เมื่ออยู่ในภาวะเครียดจะทำให้เกิดความไวเกินของอวัยวะภายในต่อสิ่งกระตุ้น (visceral hypersensitivity) ระบบการทำงานเหล่านี้อาจเปลี่ยนการรับรู้ความรู้สึกจากหลอดอาหาร ทำให้ ไวต่อกรดหรือการยืดขยายมากขึ้น ส่งผลให้ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นจากหลอดอาหารมากขึ้น ทำให้เริ่มรู้สึกแสบร้อนได้เร็วขึ้น และรู้สึกรุนแรงขึ้น กล่าวโดยสรุปคือความเครียดทำให้สิ่งกระตุ้นจากหลอดอาหารขนาดเดิมสามารถสร้างอาการได้มากขึ้น กลไกข้างต้นนี้มีความสำคัญในคนที่มีอาการกรดไหลย้อนแต่ตรวจไม่พบแผล หรือมีความไวต่อการไหลย้อนเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ อย่างการพักผ่อนน้อย(นอนไม่พอ/นอนไม่มีคุณภาพ) และภาวะoffice syndrome/head forward syndrome ก็ยังสามารถเป็นสาเหตุทางอ้อมที่กระตุ้นให้รู้สึกว่ากรดไหลย้อนเป็นหนักขึ้นเนื่องจากสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียด ซึ่งทำให้ฮอร์โมนความเครียดอย่าง cortisol หลั่งมากขึ้น
แพทย์แผนจีนกับกรดไหลย้อน
แพทย์แผนจีนมองว่ากรดไหลย้อนมีกลไกการเกิดโรคคือเกิดจากชี่(ลมปราณ)กระเพาะที่ปกติมีทิศทางลงล่าง เกิดไหลย้อนกลับขึ้นบน(胃气上逆) โดยมีความสัมพันธ์กับระบบอวัยวะตับ(肝) กระเพาะอาหาร(胃) และม้าม(脾)เป็นหลัก มีสาเหตุได้จากหลายปัจจัย สาเหตุหลักได้แก่
- การทานอาหารไม่เหมาะสมและสูบบุหรี่: ทานไม่เป็นเวลา ทานดึก ชอบทานของมัน/ทอด ของหวาน ทานอาหารรสเผ็ดร้อนหรืออาหารฤทธิ์เย็นในปริมาณมากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนทำร้ายม้ามและกระเพาะ สามารถทำให้เกิดม้ามและกระเพาะอ่อนแอ หรือก่อให้เกิดปัจจัยก่อโรคคือ เสมหะ-ความชื้น หรือความร้อนที่กระเพาะ ส่งผลให้ชี่กระเพาะไหลเวียนผิดปกติย้อนกลับขึ้นบน
- อารมณ์: ความเครียด อารมณ์โกรธ และความกังวล กระทบการควบคุมการไหลเวียนชี่ทั่วร่างกายของตับ และทำให้ชี่ย้อนกลับไปรบกวนกระเพาะ ส่งผลให้ชี่กระเพาะที่ควรลงล่างย้อนกลับขึ้นบน
- ม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ: โดยอาจเป็นโดยกำเนิดหรือเกิดจากการทำงานหนักและพักผ่อนน้อย รวมถึงการป่วยเรื้อรังก็สามารถทำให้ม้ามและกระเพาะอ่อนแอได้ มักจัดอยู่ในกลุ่มอาการภาวะเย็นพร่อง(虚寒) ส่งผลให้การไหลเวียนชี่กระเพาะอาหารผิดปกติและชี่ไม่ลงล่าง
Check list กลุ่มอาการกรดไหลย้อนตามหลักแพทย์จีน คุณเป็นแบบไหน?
เราสามารถเช็คอาการเบื้องต้นและพฤติกรรมที่เข้าข่ายทำให้เกิด/กระตุ้นการเกิดกรดไหลย้อนในลักษณะต่างๆ ตามการแบ่งกลุ่มอาการของแพทย์แผนจีนได้จากตารางด้านล่างนี้:
| กลุ่มอาการแพทย์จีน | ลักษณะอาการหลัก | สาเหตุและปัจจัยกระตุ้น |
| ชี่ตับรบกวนกระเพาะ | จุกแน่นลิ้นปี่ แสบร้อนอก ถอนหายใจบ่อย | ความเครียด โกรธง่าย ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย |
| ม้ามและกระเพาะพร่อง | ท้องอืดง่าย หลังทานอาหารแล้วแน่น อ่อนเพลีย | ทานอาหารไม่เป็นเวลา ชอบของเย็น/อาหารฤทธิ์เย็น/ของหวาน |
| เสมหะความชื้นอุดกั้น | รู้สึกมีก้อนติดที่คอ (梅核气; Plum Pit Qi) คลื่นไส้ คอแห้ง | ชอบอาหารมันจัด/ของทอด ทานดึก |
| ความร้อนสะสมในกระเพาะ | หิวง่าย แสบท้องรุนแรง ปากแห้ง มีกลิ่นปาก | ชอบทานอาหารเผ็ดร้อน ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ |
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงข้อมูลสำหรับการประเมินอาการเบื้องต้น แนะนำให้เข้ารับการซักประวัติและตรวจร่างกายกับแพทย์แผนจีนเพื่อวินิจฉัยแยกกลุ่มอาการให้ชัดเจนและป้องกันความผิดพลาด เนื่องจากหลักวิธีวินิจฉัยของแพทย์แผนจีนต้องประกอบด้วยการดู ดม/ฟัง ซักประวัติถามอาการและตรวจชีพจร

การฟื้นฟูกรดไหลย้อนอย่างตรงจุดด้วยแพทย์แผนจีนที่ปิยชาติคลินิก
แนวทางการรักษากรดไหลย้อนที่ปิยชาติคลินิกไม่เพียงเน้นไปที่การปรับสมดุลการไหลเวียนของชี่กระเพาะในทางแผนจีนหรือปรับระบบประสาทอัตโนมัติแบบแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น ที่นี่ยังเน้นรักษาปัจจัยสำคัญที่อาจถูกมองข้ามไปอย่างอย่าง “ความเครียด” ที่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่เราสามารถพบได้บ่อยคือ อารมณ์เครียด การนอนน้อย/นอนไม่มีคุณภาพ รวมถึงภาวะ office syndrome ที่เกิดจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีการบำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบย่อยอาหารด้วย เป็นการรักษาแบบบูรณาการองค์รวมเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ฟื้นฟูระบบย่อยอาหารทั้งระบบ
- การฝังเข็ม – ปรับระบบประสาทอัตโนมัติและการบีบตัวของกระเพาะ
การฝังเข็มจุดสำคัญ เช่น จุด足三里(Zusanli) และ 中脘 (Zhongwan) ช่วยกระตุ้นประสาท vagus nerve ปรับการบีบตัวของกระเพาะอาหาร และเพิ่มความตึงตัวของหูรูดหลอดอาหาร และจุดอื่นๆ เพื่อปรับสมดุลการไหลเวียนของชี่ เช่น 合谷(Hegu) 太冲(Taichong) 天枢(Tianshu) ปรับความชื้นของม้าม-กระเพาะ เช่น 丰隆(Fenglong) ปรับคุณภาพการนอน เช่น 四神聪(Sishencong) 三阴交(Sanyinjiao) รวมทั้งฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้าคลายกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความผ่อนคลาย ลดการหลั่ง cortisol
- ยาสมุนไพรจีน – ฟื้นฟูเยื่อบุกระเพาะและปรับสมดุลธาตุ
มีการจัดตำรับยาสมุนไพรจีนเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยบำรุงระบบย่อยอาหาร(กระเพาะและม้าม)สมานแผลในกระเพาะ ระบายร้อน สลายเสมหะและความชื้น ขับลม รวมถึงปรับทิศทางชี่กระเพาะให้ลงล่างตามปกติ หรือจ่ายยาจีนสำเร็จรูปตามความเหมาะสม
- การครอบแก้วและกัวซา – คลายการเกร็งของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
การครอบแก้วและกัวซาคลายความตึงเกร็งบริเวณแผ่นหลังและจุดสะท้อนของกระเพาะอาหาร ม้ามและตับ เพื่อกระตุ้นให้เลือดและชี่หมุนเวียนได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่อนคลายระบบประสาท และยังช่วยเสริมให้นอนดีขึ้นด้วย
การดูแลตนเองเมื่อเป็นกรดไหลย้อน ข้อควรปฏิบัติร่วมกับการรักษา เพื่อหยุดวงจรกระเพาะพัง
- ไม่ควรนอนหรือเอนตัวหลังทานอาหารทันที ควรเว้นช่วงอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
- ไม่ทานเร็วและอิ่มจนเกินไป แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กลง เคี้ยวอาหารให้ช้าลงและเคี้ยวละเอียดมากขึ้น
- เลี่ยงการดื่มน้ำมากเกินระหว่างทานอาหาร เนื่องจากทำให้กระเพาะขยายตัวมากเกินได้
- รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่ใส่เสื้อผ้ารัดแน่นเกินไป เนื่องจากสองสิ่งนี้สามารถเพิ่มความดันในช่องท้องได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการเกิดกรดไหลย้อน
- นอนหมอนสูงประมาณ 15-20cm. เพื่อเลี่ยงไม่ให้น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร
- ลดความเครียด เนื่องจากฮอร์โมนแห่งความเครียด “cortisol” จะเพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง อาหารค้างในกระเพาะนานขึ้น รวมถึงส่งผลให้ปลายประสาทบริเวณหลอดอาหารไวต่อกรดและอาการแสบร้อนมากกว่าปกติ
- ลด/เลิกสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่สามารถกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายคลายตัว กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร รวมถึงลดปริมาณน้ำลายที่คอยเคลือบหลอดอาหาร ส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนเป็นหนักขึ้นได้
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เนื่องจากมีผลข้างเคียงทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารระคายเคือง เพิ่มกรดและคลายกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนปลาย ทำให้อาการกรดไหลย้อนแย่ลง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยา
- เลี่ยงการออกกำลังกายหนักทันทีหลังทานข้าว การเวทเทรนนิ่งมีส่วนเพิ่มแรงดันในช่องท้อง และท่าออกกำลังกายที่ต้องก้มตัวสามารถกระตุ้นให้กรดไหลย้อนกำเริบได้ ควรเว้นช่วงหลังทานข้าวอย่างน้อย 2 ชม. ก่อนออกกำลังกาย

ฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร คืนสมดุลสู่ร่างกาย ที่ปิยชาติคลินิก
ปิยชาติคลินิก ก่อตั้งโดย แพทย์จีนปิยชาติ อัศววิโรจน์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำศาสตร์การแพทย์แผนจีนมาดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างลึกซึ้งถึงต้นตอ จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยมากกว่า 10 ปี และเคสการรักษามากกว่า 15,000 เคส ทั้งกลุ่มอาการปวดเรื้อรัง ปัญหาการนอนไม่หลับ ความเครียดสะสม ไปจนถึงโรคระบบทางเดินอาหาร
เราเข้าใจดีว่าภาวะกรดไหลย้อนเรื้อรังส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและสภาพจิตใจ การรักษาที่ปิยชาติคลินิกจึงไม่หยุดอยู่แค่การบรรเทาอาการชั่วคราว แต่ให้ความสำคัญกับการซักประวัติอย่างละเอียด อธิบายกลไกโรคให้เข้าใจอย่างแท้จริง พร้อมวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลด้วยการฝังเข็มปรับระบบประสาท การครอบแก้วคลายความตึงเกร็ง และยาสมุนไพรจีนสูตรเฉพาะ เพื่อฟื้นฟูม้ามและกระเพาะอาหารให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์และยั่งยืน
1. สาขาพญาไท กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ : 085-955-9646 เดินทางง่ายด้วย BTS สนามเป้า หรือ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ
2. สาขาพระราม 4 – สวนเพลิน กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ : 081-630-3180 ใกล้ MRT ศูนย์สิริกิติ์ หรือ BTS พร้อมพงษ์
3. สาขารังสิต – คลองสี่ ปทุมธานี เบอร์ติดต่อ : 093-113-4718 ใกล้ BTS คูคต
4. สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง นนทบุรี เบอร์ติดต่อ : 065-442-8987 ใกล้ MRT สายสีม่วง สถานีบางพลู
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ทานยาลดกรดของโรงพยาบาลอยู่ สามารถฝังเข็มหรือทานยาสมุนไพรจีนควบคู่กันได้ไหม?
A: สามารถทำควบคู่กันได้อย่างปลอดภัย การฝังเข็มจะช่วยปรับการบีบตัวของกระเพาะอาหารและฟื้นฟูหูรูดหลอดอาหารโดยไม่ขัดกับฤทธิ์ยา สำหรับยาสมุนไพรจีน แพทย์แผนจีนที่ปิยชาติคลินิกจะประเมินและจัดตำรับยาส่งเสริมการฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร โดยจะค่อยๆ ปรับตัวยาลดกรดลงเมื่ออาการของผู้ป่วยดีขึ้นตามลำดับ
Q: ฝังเข็มรักษากรดไหลย้อน ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง?
A: ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าอาการจุกแน่น แสบร้อนอก หรือแน่นท้องลดลงตั้งแต่ 1–3 ครั้งแรก ทั้งนี้ สำหรับผู้ป่วยที่เป็นมานานเรื้อรัง แนะนำให้เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง รวมประมาณ 6–10 ครั้ง เพื่อฟื้นฟูสมดุลม้ามและกระเพาะอาหารให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน
Q: อาการจุกแน่นที่คอ เหมือนมีก้อนติดคอจากกรดไหลย้อน ฝังเข็มช่วยได้ไหม?
A: สามารถช่วยได้ อาการจุกคอในทางแพทย์แผนจีนเรียกว่า “เหมยเหอชี่ (梅核气; Plum Pit Qi)” เกิดจากชี่(ลมปราณ)ตับติดขัดร่วมกับเสมหะความชื้นตกค้างบริเวณลำคอ การฝังเข็มจะช่วยสลายชี่ที่ติดขัด คลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลำคอและหลอดอาหาร ทำให้ก้อนจุกหายไปและกลืนอาหารได้โปร่งสบายขึ้น
“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”

English
中文 (简体字)
Lastest Post
ฝังเข็ม กัวซา ครอบแก้ว ยาจีน
กรดไหลย้อนรักษาไม่หายสักที! ทำไมกินยาลดกรดแล้วยังกลับมาเป็นซ้ำ?
ฝังเข็ม
ฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต! ด้วยการฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้า ที่ Piyachat Clinic
ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน
โรคแพนิคคืออะไร? รู้จักสาเหตุพร้อมวิธีดูแลด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน