ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างอยู่ในอิริยาบถเดิมๆซ้ำๆเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะนั่งทำงานออฟฟิศหรือใช้งานสมาร์ทโฟนกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน จนอาจเรียกได้ว่าสมาร์ทโฟนเป็นปัจจัยหลักในการดำเนินชีวิตเลยก็ว่าได้ บวกกับความเร่งรีบและความเครียดในการใช้ชีวิตและการทำงาน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามจุดต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง จากการนั่งค้างท่าเดิมนานๆ หรือที่เรียกกันว่า “ออฟฟิศซินโดรม” หรือความตึงเครียดของกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย อาการเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่หลายคนต้องเผชิญพบได้ในทุกเพศทุกวัย การหาวิธีหรือหัตถการบำบัดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยจึงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ หนึ่งในหัตถการบำบัดที่ได้รับความนิยมมากขึ้นคือ “ครอบแก้วแก้ปวดเมื่อย” (Cupping Therapy) ซึ่งเป็นหัตถการบำบัดหนึ่งของแพทย์แผนจีนที่ให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพดีในการคลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการปวดเมื่อยทั่วร่างกาย
ครอบแก้วคืออะไร?
การครอบแก้วเป็นหัตถการบำบัดวิธีหนึ่งของแพทย์แผนจีน โดยในสมัยโบราณจะใช้เป็นเขาสัตว์หรือกระบอกไม้ไผ่ แต่ปัจจุบันวัสดุที่ใช้จะเป็นแก้วใสทรงกลม จุดไฟแล้วนำเปลวไฟเข้าไปในแก้วทรงกลมเพื่อให้เกิดสุญญากาศภายในแก้ว แล้วจึงนำมาวางครอบบริเวณต่างๆบนร่างกาย แรงสุญญากาศนี้เองจะดึงกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดขึ้นมา ทำให้หลอดเลือดฝอยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อที่มีอาการปวดเมื่อย

การครอบแก้วมี 2 แบบ
1. การครอบแก้วแบบแห้ง (dry cupping) : แพทย์จะทำให้ภายในแก้วเกิดความร้อน ส่วนใหญ่จะใช้ก้อนสำลีชุ่มแอลกอฮอล์และจุดไฟ ความร้อนจะทำให้ออกซิเจนออกจากถ้วยจนถ้วยเกิดแรงดูด หรือบางสถานที่ให้บริการจะใช้แก้วครอบลงไปบนผิวหนังก่อน จากนั้นใช้อุปกรณ์ดูดอากาศจากภายในทีหลัง
2. การครอบแก้วแบบเปียก (wet cupping) : แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะบริเวณผิวก่อนครอบแก้ว หรือบางครั้งก็อาจเจาะหลังจากครอบแก้ว เพื่อให้ระบายเลือดคั่งและความร้อนออกจากร่างกายผ่านรูขนาดเล็กที่เจาะ
ตามหลักแพทย์แผนจีน “อาการปวดเมื่อย” เกิดจากอะไร
ตามหลักแพทย์แผนจีน อาการปวดต่างๆ ไม่ว่าจะปวดกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ หรือกระดูก จะจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “ปี้เจิ้ง” (痹症Bi Zheng or Bi Syndrome) ซึ่งมักเป็นกลุ่มอาการที่มีการดำเนินโรคอย่างต่อเนื่อง หายแล้วกำเริบใหม่ได้อีก โดยสาเหตุมาจาก ลม ความเย็น ความชื้น เลือดคั่ง ชี่และเลือดพร่อง มากระทำต่อเส้นลมปราณ ทำให้เลือดไหลเวียนได้ช้าลง เกิดภาวะเลือดคั่งและชี่ติดขัด รบกวนการไหลเวียนของเลือดและลมปราณ (不通则痛) หรือไม่สามารถนำเลือดและลมปราณไปหล่อเลี้ยงบริเวณต่างๆของร่างกายได้ (不荣则痛) จนเกิดอาการปวด
ลักษณะของอาการปวดจำแนกตามสาเหตุตามหลักแพทย์แผนจีน
- ปวดจากลม (行痹) : มีลักษณะแบบปวดเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งปวด
- ปวดจากความเย็น (痛痹) : มีลักษณะแบบปวดข้อรุนแรง ตำแหน่งแน่นอน เจอความเย็นอาการปวดจะรุนแรง แต่เมื่อเจอความอุ่นอาการปวดจะลดลง
- ปวดจากความชื้น (着痹) : มีลักษณะการปวดข้อแบบหนักๆ มีอาการชาร่วม
- ปวดจากความร้อนอักเสบ (热痹) : มีลักษณะปวด บวม แดง ร้อน เจอความร้อนอาการยิ่งรุนแรง
- ปวดเมื่อยจากตับและไตอ่อนแอ : มีลักษณะปวดเอว ขา เข่า หรือปวดช่วงล่างเป็นหลัก โดยทั่วไปมักมี 2 ปัจจัยร่วม คือ ลมความชื้นความร้อน และลมความชื้นความเย็น
หลักการของ “ครอบแก้วแก้ปวดเมื่อย”
ตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนอธิบายไว้ว่า ความร้อนจากไฟขณะทำการครอบจะช่วยขับไล่ความเย็นความชื้นในเส้นลมปราณที่เป็นสาเหตุหลักทำให้เกิดอาการปวด เมื่อครอบเเก้วเเล้วจะกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและลมปราณทำให้ไม่เกิดการติดขัด และสามารถนำเลือดและลมปราณไปหล่อเลี้ยงบริเวณต่างๆของร่างกายได้ อาการปวดจึงหายไป
เมื่อมองตามหลักวิทยาศาสตร์การครอบแก้วคือการใช้สุญญากาศ ครอบไปยังบริเวณผิวหนัง การที่ผิวหนัง ถูกดูดด้วยแก้วที่เป็นสุญญากาศจะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้นอย่างมากเปรียบเสมือนการ “กวาดล้าง” เลือดเก่าและของเสียที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังและในชั้นกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด จากนั้นร่างกายจะเร่งส่งเลือดใหม่ที่มีออกซิเจนและสารอาหารเข้ามาหล่อเลี้ยงแทนที่ เป็นการปั๊มเลือดเข้าสู่กล้ามเนื้อบริเวณที่ทำการครอบเเก้ว หลอดเลือดฝอยขยายตัวขึ้น นำมาสู่การที่เนื้อเยื่อได้รับเลือดออกซิเจนมากขึ้น กระบวนการซ่อมแซมจึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกหนึ่งวิธีของการครอบแก้วที่นิยมใช้กันคือ การ ครอบแก้วพร้อมกับการเดินแก้ว ลากไปตามแนวเส้นลมปราณหรือตามกล้ามเนื้อบริเวณต่างๆ เป็นการยืด กล้ามเนื้อ (Muscle) และ พังผืด (Fascia) ที่ระดับผิว (Superficial) ซึ่งสามารถลดความเจ็บปวดจากกลุ่มโรคกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี
นับเป็นภูมิปัญญาของคนจีนสมัยโบราณอันชาญฉลาดส่งทอดมาถึงปัจจุบันใช้กันอย่างแพร่หลายและยังคงได้รับความนิยม สามารถนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัยในยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้ป่วยกำลังมองหาวิธีบำบัดรักษาร่างกายโดยอาศัยวิธีธรรมชาติเพื่อลดการใช้สารเคมีให้ได้มากที่สุด
ประโยชน์ของการครอบแก้วต่อร่างกาย
- ยืดคลายกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด ลดอาการปวดเมื่อย เช่น อาการปวดคอ บ่า ไหล่ และหลัง
- ช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวกและขจัดของเสียออกจากร่างกาย
- ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลืองและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ขั้นตอนการครอบแก้ว
- แพทย์จะซักประวัติและตรวจประเมินโดยใช้ศาสตร์แพทย์แผนจีน ดูลิ้นและตรวจชีพจรควบคู่
- ใช้น้ำมันสมุนไพรจีนทาผิวบริเวณที่มีอาการเพื่อให้สามารถเคลื่อนแก้วได้ง่าย จากนั้นใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์จุดไฟ จากนั้นใส่เข้าในถ้วยแก้วที่เตรียมไว้เพื่อให้ถ้วยแก้วเกิดระบบสุญญากาศ แล้วนำถ้วยแก้วที่มีความร้อนไปวางคว่ำยังตำแหน่งต่างๆ ที่มีอาการผิดปกติ
- แรงดูดสุญญากาศภายในครอบแก้วจะดูดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดขึ้นจนผิวหนังบริเวณนั้นเริ่มเปลี่ยนสีไปจากเดิม
- การครอบแก้วแต่ละครั้งจะทิ้งแก้วไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงนำแก้วออก
- บางกรณีจะมีการกรีดผิวหนังเป็นรอยเล็กๆ เพื่อระบายเลือดออก ซึ่งเรียกว่า “ครอบแก้วแบบเปียก” จากนั้นแพทย์จะทายาและปิดผ้าพันแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งขั้นตอนการครอบแก้วแบบเปียกจะใช้เวลาเพียง 2-3 นาที เท่านั้น
ครอบแก้วเหมาะกับใครบ้าง
- ผู้ที่มีอาการปวดตึงเมื่อยกล้ามเนื้อตามบริเวณต่างๆ เช่น คอ บ่า ไหล่ หลัง ขา
- ผู้ที่ต้องการปรับสมดุลร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนเลือดขับของเสียออกจากร่างกาย
- ผู้ที่ต้องการกระตุ้นการทำงานของระบบน้ำเหลืองและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- ผู้ที่ต้องการใช้การครอบแก้วเพื่อเป็นส่วนช่วยลดอาการต่างๆ เช่น ปวดชาจากระบบประสาท ความเครียด ความวิตกกังวล นอนไม่หลับ ปวดท้องประจําเดือน โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย กรดเกินในกระเพาะอาหาร ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เป็นต้น
ครอบแก้วไม่เหมาะกับใครบ้าง
- ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์
- ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบเลือด มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เช่น Hemophilia
- ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เช่น กลาก สะเก็ดเงิน
- ผู้ที่มีอาการชัก หรือลมบ้าหมู
ร่องรอยจากครอบแก้ว กี่วันหายเป็นปกติ?
หลังจากครอบแก้วเสร็จ ตรงบริเวณของผิวหนังที่โดนครอบแก้วจะเกิดเป็นรอยจ้ำวงกลมสีชมพู แดง หรือม่วงเกิดขึ้น ซึ่งระดับความเข้มของสีรอยจ้ำดังกล่าวนี้เอง สามารถบอกได้ถึงลักษณะอาการปวดตรงบริเวณนั้นๆได้ โดยยิ่งมีสีที่เข้มมากแสดงได้ว่าบริเวณดังกล่าวมีอาการปวดมากเป็นพิเศษ และโดยทั่วไปรอยจ้ำดังกล่าวนี้ จะค่อยๆจางและหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด
ระดับความเข้มสีของครอบแก้วสามารถบ่งบอกได้ดังนี้
- สีชมพูอ่อน : สุขภาพแข็งแรงดี ระบบเลือดลงไหลเวียนปกติ
- สีแดง : ร่างกายมีความร้อนเล็กน้อย อ่อนล้าปานกลาง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- สีแดงสด : ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง รุนแรง เลือดลมติดขัด
- สีซีด : ลมปราณ และ เลือดอยู่ในระดับพร่องพลังในร่างกายน้อยลงกว่าปกติ
- สีคล้ำ : ลมปราณติดขัดจนเกิดเลือดคั่ง ความเย็นสะสม
- มีรอยจุดสีคล้ำ อยู่บริเวณที่ครอบแก้ว : ลมปราณติดขัดจนเกิดเลือดคั่ง ความเย็นสะสม
ครอบแก้วแก้ปวดเมื่อยปลอดภัยไหม เจ็บหรือไม่
การครอบแก้วนับว่าเป็นหัตถการที่มีความปลอดภัยหากได้รับบริการและอยู่ในการดูแลของแพทย์แผนจีนอย่างถูกต้อง หลังจากครอบแก้วเสร็จทันทีจะมีรอยจ้ำและผิวหนังบริเวณที่ถูกครอบจะนูนขึ้นเป็นปกติประมาณ 1-2ชั่วโมง จึงเรียบเสมอผิวและทิ้งรอยจ้ำไว้ประมาณ 1-2สัปดาห์ โดยหากอยู่ในการดูแลของแพทย์แผนจีน ระมัดระวังการใช้ไฟ และไม่ทิ้งแก้วไว้นานเกินไป จะไม่เกิดการแสบร้อนหรือไหม้ผิว และไม่เกิดตุ่มน้ำพองหลังจากครอบเสร็จ
ครอบแก้วคล้ายกับการนวด ต่างเพียงการนวดเป็นการ “กดลง” แต่การครอบแก้วจะเป็นการ “ดึงขึ้น” ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บบ้างในช่วงแรกของการครอบหลังจากนั้นจะรู้สึกหนักๆ คล้ายถูกนวดบริเวณที่แก้วกำลังครอบอยู่ เมื่อปล่อยแก้วออกจะรู้สึกโล่งสบาย ผู้ป่วยที่นิยมการนวดเป็นประจำจะชื่นชอบการครอบแก้วเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน
ปฏิบัติตัวอย่างไรก่อน-หลังครอบแก้ว ?
ก่อนทำการครอบแก้ว :
ควรเตรียมตัวให้พร้อมโดยการรับประทานอาหารตามปกติ ควรรับประทานอาหารมาก่อนประมาณ 1-2 ชั่วโมง และไม่ควรรับประทานอาหารอิ่มจนเกินไป หากมีโรคประจำตัวสามารถรับประทานยาได้ตามปกติ
หลังทำการครอบแก้ว :
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น ควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเป็นเวลา 1 วัน เพราะการดื่มน้ำอุ่นจะมีส่วนช่วยให้ร่างกายขับของเสียออกได้โดยง่าย
- งดอาบน้ำ ตากแอร์ หรือโดนลมเย็นเป็นเวลา 2 ชั่วโมง หลังจากครอบแก้ว
- ควรพักผ่อนหลังจากครอบแก้ว เพราะการครอบแก้วอาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการอ่อนเพลียได้
- อาการผิดปกติที่ควรโทรสอบถาม หรือมาพบแพทย์ เช่น มีอาการบวม แดง แสบร้อน มากผิดปกติ ปวดรุนแรงบริเวณจุดครอบแก้ว หรือมีไข้สูง
- โดยเฉลี่ยสามารถครอบแก้วได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หากผู้ป่วยมารับการรักษาต่อเนื่อง ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามคำแนะนำของแพทย์ จะทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ครอบแก้วแก้ปวดเมื่อยที่ “ปิยชาติคลินิก”
อาการปวดเมื่อยแม้จะดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็เป็นสัญญาณของร่างกายที่ไม่ควรละเลย จนอาจทำให้ปวดมากขึ้นและเรื้อรัง จนรบกวนชีวิตประจำวันในด้านอื่นๆ การรักษาที่รวดเร็วจะส่งผลดีต่อผู้ป่วย เนื่องจากอาการยังไม่รุนแรง ทำให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้เร็วกว่า แพทย์แผนจีนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถบรรเทาและรักษาอาการปวดเมื่อยได้อย่างปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย และยังสามารถส่งเสริมผลการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันหรือการกายภาพบำบัดได้
หากคุณกำลังมองหาคลินิกแพทย์แผนจีนที่ดูแลครบทั้งร่างกายและจิตใจ ที่ปิยชาติคลินิกฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีนพร้อมให้บริการโดยทีมแพทย์แผนจีนมากประสบการณ์ ดำเนินกิจการมานานกว่า 10 ปีให้บริการทั้ง ฝังเข็ม ครอบแก้ว และยาจีน ภายใต้มาตรฐานการแพทย์ที่ปลอดภัยและใส่ใจในทุกขั้นตอน สาขาที่เปิดให้บริการ มีดังนี้
สาขาพญาไท – กรุงเทพมหานคร
สาขาพระราม 4 – สวนเพลินกรุงเทพมหานคร
สาขารังสิต – คลองสี่ จังหวัดปทุมธานี
สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการครอบแก้ว
ครอบแก้วกับฝังเข็มอย่างไหนรักษาได้ดีกว่า
การฝังเข็มเป็นการรักษากล้ามเนื้อชั้นลึก ส่วนการครอบแก้ว เป็นการรักษา บำบัด และคลายพังผืดและกล้ามเนื้อชั้นตื้น ระดับในการรักษาที่ต่างกันไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ แต่ในโรคกลุ่มโรคปวดกล้ามเนื้อจะใช้การฝังเข็มและการครอบแก้วควบคู่กันเพื่อคลายกล้ามเนื้อในระดับลึกและระดับตื้น เป็นการรักษาที่เสริมประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น
การครอบแก้วใช้เวลาเท่าไหร่
การครอบแก้วจะใช้เวลาในการครอบครั้งละ 5-10 นาที การครอบแก้วที่นานเกินไปจะทำให้ผิวหนังเกิดแสบร้อน บาดแผลหรือเป็นตุ่มน้ำพองได้ ดังนั้นการครอบแก้วโดยแพทย์แผนจีนที่มีความรู้และผ่านการฝึกปฏิบัติมาแล้วจะปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากที่สุด
“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”

English
中文 (简体字)
Lastest Post
ฝังเข็ม
5 อาการบาดเจ็บที่เจอบ่อยจาก HYROX และวิธีดูแลตัวเองด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน!!
ฝังเข็ม
HYROX คืออะไร? คู่มือมือใหม่ และการเตรียมร่างกายก่อนแข่ง Hyrox Bangkok 2026
ครอบแก้ว
สีของรอยครอบแก้ว บอกอะไรในร่างกาย? อ่านสัญญาณสุขภาพจากศาสตร์แพทย์แผนจีน