การรักษาด้วยยาจีน ปรับสมดุลร่างกาย ปรับสมดุลหยินหยาง

การรักษาด้วยยาจีน ปรับสมดุลร่างกาย ปรับสมดุลหยินหยาง

เวลาเราพูดถึง “ยาจีน” หลายคนอาจนึกถึงสมุนไพรแห้งหลากหลายชนิดที่มีกลิ่นเฉพาะตัว แต่จริง ๆ แล้วการรักษาด้วยยาจีนมีอะไรมากกว่านั้น เพราะศาสตร์แพทย์แผนจีนมองว่า ร่างกายของเราจะสุขภาพดีได้ ต้องมีการ ปรับสมดุล ระหว่าง “หยิน” และ “หยาง” ให้สมดุลกันอยู่เสมอ

ยาจีนจึงไม่ได้ใช้เพียงเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่ยังช่วยฟื้นฟูร่างกาย เสริมพลังงาน และปรับสมดุลจากภายใน แตกต่างจากการใช้สมุนไพรทั่วไปที่มักเน้นเฉพาะสรรพคุณของพืชแต่ละชนิดโดยตรง

ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักให้ลึกขึ้นว่า ยาจีนคืออะไร มีหลักการอย่างไรในการปรับสมดุลหยินหยาง และต่างจากสมุนไพรทั่วไปอย่างไร เพื่อให้คุณเข้าใจภาพรวมได้ง่ายขึ้น และเห็นทางเลือกใหม่ ๆ ในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมครับ

การรักษาด้วยยาจีน คืออะไร

การรักษาด้วยยาจีน หนึ่งในวิธีการรักษาโรคของแพทย์แผนจีนที่มีเอกลักษณ์และความโดดเด่น ซึ่งมีการสั่งสมองค์ความรู้ยาวนานกว่า 4,000 ปี ยาสมุนไพรจีนส่วนใหญ่ทำมาจากส่วนต่างๆของพืช สัตว์ และแร่ธาตุต่างๆ นำมาผ่านกระบวนการแปรรูป ให้เกิดสรรพคุณทางยา และลดพิษของยาหรือเผาจื้อ (炮制) ด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้เป็นตัวยาสมุนไพรจีนพร้อมใช้งานเรียกว่า “อิ่นเพี่ยน” (饮片) ทฤษฎีทางการแพทย์แผนจีน มีการแบ่งลักษณะของยาสมุนไพรจีน โดยมี 4 ฤทธิ์ ได้แก่ เย็น ค่อนข้างเย็น อุ่น ร้อน และ 5 รสชาติ ได้แก่ รสเผ็ด เปรี้ยว หวาน ขมและเค็ม ซึ่งฤทธิ์ยาและรสของยาจะส่งผลต่อสรรพคุณในการรักษาของยาด้วย

ปัจจุบันมีงานวิจัยรับรองความปลอดภัยของการใช้ยาสมุนไพรจีนมากมายและได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO

การรักษาด้วยยาสมุนไพรจีน เป็นการนำสมุนไพรจีน ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมารวมกันเป็นตำรับยา ในแต่ละตำรับยาจะมียาหลัก ยาเสริมและยาประกอบ โดยมีการปรับปริมาณยาเฉพาะบุคคลตามการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งยาจีนมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ ผู้ป่วยกลุ่มโรคเดียวกัน อาการเหมือนกัน อาจได้รับยาที่แตกต่างกัน เนื่องจากสภาวะร่างกายภายในของผู้ป่วยอาจแตกต่างกัน ในปัจจุบันยาจีนมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้

ยาจีน มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่สมัยโบราณแพทย์แผนจีนมองว่ายาแต่ละชนิด มีฤทธิ์ต่างกันทั้ง เย็น ร้อน อุ่น และ เป็นกลาง

หลักการหยิน–หยาง และการแพทย์แผนจีน

ทฤษฎีหยินและหยาง เป็นทฤษฎีพื้นฐานของแพทย์แผนจีน โดยมีแนวความคิดว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้ประกอบด้วยหยินและหยาง ซึ่งเป็นคู่พลังงานที่ทำงานตรงข้ามกัน “หยินคือความเย็น ความมืด ความนิ่ง กลางคืน” “หยางคือความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่ กลางวัน” สรรพสิ่งบนโลกล้วนมีความเป็นหยินหยางในตัวเอง

ดังนั้นร่างกายของเราก็มีสมดุลของหยินหยาง หากสมดุลนี้มีการเสียสมดุลไป ก็สามารถทำให้ร่างกายเกิดอาการแสดงต่างๆ ไม่สบาย เป็นโรคได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่พักผ่อนน้อยไม่นอนหลับในเวลากลางคืน ก็จะไม่สามารถสะสมพลังหยิน ทำให้พลังหยินในตัวลดลง ดังนั้นจึงมีอาการของหยางเด่นขึ้นมาเพราะหยินไม่สามารถควบคุมสมดุลของหยางได้ ทำให้ป่วยเป็นโณคที่มีความร้อนเช่น ร้อนใน กระหายน้ำ นอนไม่หลับ เป็นต้น

กลไกการทำงานของยาจีน

  • ยาสมุนไพรจีน มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่สมัยโบราณแพทย์แผนจีนมองว่ายาแต่ละชนิด มีฤทธิ์ต่างกันทั้ง เย็น ร้อน อุ่น และ เป็นกลาง ยาแต่ละชนิดเข้าเส้นลมปราณที่ต่างกัน ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะต่างกัน มีความเจาะจงเฉพาะ เช่น เป็นยาระบายความร้อน ขับพิษร้อนหรือขับไล่ความเย็น ฆ่าเชื้อโรค ขับเสมหะ ขับลม บำรุงหยิน บำรุงหยาง บำรุงชี่ บำรุงเลือด เป็นต้นฯ
  • ยาสมุนไพรจีนนิยมเข้าเป็นตำรับ กล่าวคือใน 1 ตำรับจะประกอบด้วยยาจีนมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป เพื่อส่งเสริมฤทธิ์ ลดทอนพิษ เพื่อทำให้ตำรับมีสรรพคุณที่สมบูรณ์ในการรักษาโรค เพราะฉะนั้นการจ่ายยาจีน แม้ว่าผู้ป่วยจะเป็นโรคเดียวกัน แต่ก็อาจจะได้ตำรับที่ต่างกัน ตามสภาพาร่างกายที่ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยเป็นไข้หวัด คนที่ 1 เป็นกลุ่มอาการลมร้อนกระทบ จึงต้องได้ยาฤทธิ์เย็นเพื่อกำจัดลมร้อน คนที่ 2 เป็นไข้หวัดเช่นเดียวกัน แต่มีอาการแบบกลุ่มลมเย็นกระทบ จึงต้องใช้ยาตำรับที่มีฤทธิ์ร้อน หรือ อุ่น เพื่อกำจัดลมเย็นกระทบ กล่าวคือ ยาสมุนไพรจีนมีความเฉพาะตัวสำหรับคนไข้แต่ละบุคคล

อาการและโรคที่รักษาได้ด้วยยาจีน

  1. กลุ่มโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome), ปวดตึงคอบ่า (MPS) ,ปวดศีรษะ (Tension headache) , ไมเกรน (Migraine) , ปวดเอว (Lower back pain) , ปวดเข่าหรือข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of knee) , หมอนรองกระดูกสันหลังโป่ง (Bulging Intervertebral disc) เป็นต้น
  2. รักษากลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น ความดันสูง (Hypertension) ,ไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) , เบาหวานและอาการข้างเคียงจากโรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นต้น
  3. กลุ่มโรคทางเดินหายใจ เช่น ภูมิแพ้ (Allergic respiratoty disease) , หอบหืด (Asthma) , ภูมิแพ้ไซนัส (Allergic rhinosinusitis) เป็นต้น
  4. กลุ่มโรคทางเดินอาหารและลำไส้ เช่น กรดไหลย้อน (GERD), ลำไส้แปรปรวน (IBS) ,อาหารไม่ย่อย(Dysplasia) , ท้องผูก(Costipation) , ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เป็นต้น
  5. ปรับสมดุลอารมณ์และระบบประสาท เช่น ความเครียด (Stress) , วิตกกังวล(Anxiety) , ซึมเศร้า (Depressive ) , นอนไม่หลับ (Insomnia) , อาการชา (Numbness) , ฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease) , อัมพฤกษ์ อัมพาต (Stroke) , พาร์กินสัน (Parkinson’s disease), อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นต้น
  6. กลุ่มโรคทางนรีเวช เช่น ประจำเดือนมาไม่ปกติ (Irregular Menstruation) , ปวดท้องประจำเดือน (Dysmenorrhea) ,ภาวะวัยทอง (Menopause),ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) เป็นต้น
  7. กลุ่มโรคระบบสืบพันธุ์และต่อมไร้ท่อ เช่น เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction) ,มีบุตรยาก (Infertility)
  8. กลุ่มโรคผิวหนัง เช่น สิว (Acne) , ฝ้า (Melasma) , ลมพิษ (Urticaria) ,สะเก็ดเงิน (Psoriasis) เป็นต้น
  9. กลุ่มโรคร้ายแรง เช่น ฟื้นฟูผู้ป่วยหลังการผ่าตัด หรือ บำรุงผู้ป่วยก่อนรับเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง (Supportive care for Cancer Patients )
ประเภทของยาจีนที่ใช้บ่อย ยาต้ม ยาลูกกลอน ยาแคปซูล ยาผงสกัดชงดื่ม(เคอลี่) ยาใช้ภายนอก เช่น ยาทาชนิดครีมหรือขี้ผึ้ง ยาพอก ยาแช่

ประเภทของยาจีนที่ใช้บ่อย

ยาใช้ภายใน

  • ยาต้ม คือ การนำยาสมุนไพรจีนหรืออิ่นเพี่ยน (饮片) มาต้มกับน้ำ มีจุดเด่นคือ ดูดซึมและออกฤทธิ์ได้เร็ว แพทย์สามารถตั้งสูตรตำรับยาเฉพาะบุคคลได้ แต่มีข้อเสีย คือ ราคาสูงกว่ายาสำเร็จรูป , มีกลิ่นค่อนข้างฉุน , บางตำรับมีรสค่อนข้างขม , พกพายาก และเก็บในตู้เย็นได้ไม่นานหรือควรต้มสดใหม่ทุกวัน เหมาะกับกลุ่มโรคเฉียบพลัน โรครุนแรง หรือกลุ่มอาการของโรคที่มีความซับซ้อน
  • ยาลูกกลอน คือ การนำยาสมุนไพรจีนหรืออิ่นเพี่ยน (饮片) มาบดเป็นผงละเอียด ผสมกับตัวประสาน เช่น น้ำผึ้ง เพื่อให้ตัวยายึดเกาะกัน แล้วปั้นเป็นเม็ดกลมขนาดสม่ำเสมอ มีจุดเด่นคือ ทานง่าย มีกลิ่นอ่อนกว่ายาต้ม , ราคาถูกกว่ายาต้ม , พกพาสะดวก และเก็บได้นาน แต่มีข้อเสีย คือ ดูดซึมช้า , ปริมาณสารออกฤทธิ์ต่ำกว่ายาต้ม จึงต้องรับประทานครั้งละหลายเม็ด , ไม่สามารถปรับยาเฉพาะบุคคลได้ เหมาะกับกลุ่มอาการเรื้อรัง , ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย หรือ เป็นโรคที่อาการไม่ซับซ้อน
  • ยาแคปซูล คือ การนำยาสมุนไพรจีนหรืออิ่นเพี่ยน (饮片) มาบดเป็นผงละเอียด ใส่ลงในแคปซูล มีจุดเด่นคือ ไม่มีกลิ่น , เก็บรักษาง่าย , แตกตัวได้ไวกว่าแบบลูกกลอน มีข้อเสียคือ ดูดซึมช้ากว่ายาต้ม , ราคาสูงกว่ายาลูกกลอน และ แคปซูลทำมาจากเจลาติน อาจไม่เหมาะกับกลุ่มคนที่แพ้เจลาตินและคนที่ทานมังสวิรัตหรือวีแกน
  • ยาผงสกัดชงดื่ม(เคอลี่) คือ เป็นยารูปแบบใหม่ล่าสุด เป็นการนำสมุนไพรจีนหรืออิ่นเพี่ยน (饮片) มาผ่านขั้นตอนการ สกัดและทำให้แห้งอยู่ในรูปแบบผงชนิดเกล็ด นิยมใช้มากเนื่องจากมีฤทธิ์หรือสรรพคุณเทียบเท่ายาต้ม, พกพาง่าย , รับประทานง่ายขึ้น และสามารถปรับตัวยาเฉพาะบุคคลได้เหมือนยาต้ม แต่มีข้อเสีย คือ ราคาสูงกว่ายาต้มประมาณ 20-25% , มีรสหรือกลิ่นยามากกว่ายาลูกกลอนและยาแคปซูล

ยาใช้ภายนอก เช่น ยาทาชนิดครีมหรือขี้ผึ้ง ยาพอก ยาแช่

ยาแคปซูล การนำยาสมุนไพรจีนหรืออิ่นเพี่ยนมาบดเป็นผงละเอียด ใส่ลงในแคปซูล มีจุดเด่นคือ ไม่มีกลิ่น เก็บรักษาง่าย แตกตัวได้ไวกว่าแบบลูกกลอน

ข้อดีของการใช้ยาจีนปรับสมดุลร่างกาย

ยาสมุนไพรจีนนั้นมีความโดดเด่นเฉพาะตัว เพราะการจ่ายยาจีนแพทย์จีนจำเป็นต้องตรวจสภาพร่างกายผู้ป่วยจากการดูลิ้น จับชีพจร และ ซักถามอาการ เพื่อให้ได้การวินิจฉ​ัยตามหลัก 八纲辨证 (ปากังเปี้ยนเจิ้ง) แพทย์จีนจึงจะสามารถปรุงตำรับยาให้เข้ากับกลุ่มอาการที่ผู้ป่วยเป็นเฉพาะบุคคลนั้นๆ กล่าวคือยาสมุนไพรจีนมีความละเอียดอ่อน เป็นการรักษาแบบเฉพาะบุคคล

ข้อควรระวังและข้อห้ามในการใช้ยาจีน

  1. ควรหยุดรับประทานทันทีและปรึกษาแพทย์จีนหากเกิดอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน ปวดศีรษะ อาเจียน
  2. สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ตัวยาบางชนิดมีผลต่อทารกในครรภ์ หรือมีพิษมาก อาจทำให้แท้งบุตรหรือผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ไปยังทารกได้ เช่น ปาโต๊ว(สลอด):巴豆 ,เซียนหนิว:牵牛子 , เหยียนฮวา ,ซานหลิง:三棱, ต้าจี๋:大戟 และเซ่อเซียง : 麝香 เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาและควรอยู่ในการกำกับดูแลของแพทย์ เพื่อความปลอดภัย
  3. การทานยาสมุนไพรจีนร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ควรทานยาแต่ละชนิดห่างกันประมาณ 1 ชั่วโมง หรือปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
  4. ยาสมุนไพรบางชนิดไม่ควรรับประทานร่วมกัน เพราะอาจเกิดพิษรุนแรงขึ้นได้ ควรปรึกษาแพทย์จีนก่อนใช้ยาหรือสมุนไพรอื่นๆ
  5. ไม่ควรรับประทานของหมักดอก ของแสลง หรือ อาหารฤทธิ์เย็นบางชนิด ขณะใช้ยาจีน เช่น หัวไชเท้า เนื่องจากส่งผลต่อฤทธิ์ยาและการดูดซึมของยา

สรุปเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาจีน

ยาสมุนไพรจีนเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาโบราณทางการแพทย์แผนจีน ที่ถูกสั่งสม องค์ความรู้จากอดีตมาอย่างยาวนาน เกิดเป็นวิธีการรักษาที่มีเอกลักษณ์ มีเสน่ห์ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน ชาวจีนให้ความสำคัญกับทฤษฎีการรักษาสมดุลของร่างกาย เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย ฟื้นฟูร่างกายหลังหายจากโรค และ บำรุงร่างกายเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติ มีความปลอดภัย และผลข้างเคียงต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพ ทั้งยามเจ็บป่วยและยามสุขภาพปกติ

หากคุณกำลังสนใจ มองหา การรักษาด้วยยาสมุนไพรจีนในรูปแบบต่างๆ เราขอแนะนำให้คุณปรึกษากับแพทย์แผนจีนที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน ที่มีความรู้ ความสามาถ เชี่ยวชาญในยาสุมนไพรจีน

ปิยชาติคลินิก คลินิกแพทย์แผนจีน พร้อมให้บริการยาสมุนไพรจีนโดยแพทย์จีนผู้มีประสบการณ์ ดำเนินกิจการมากกว่า 10 ปี ควบคุมและดูแลคุณภาพการตรวจรักษาของในทีมแพทย์จีนโดย แพทย์จีนปิยชาติ อัศววิโรจน์ ภายใต้มาตรฐานการรักษาที่คุณสามารถไว้วางใจได้

มีสาขาครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีสาขาที่คุณสามารถเข้ารับการรักษาได้ดังนี้

  1. สาขาพญาไท กรุงเทพมหานคร
  2. สาขาพระราม 4 – สวนเพลิน กรุงเทพมหานคร
  3. สาขารังสิต – คลองสี่ ปทุมธานี
  4. สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง นนทบุรี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาสมุนไพรจีน

ยาสมุนไพรจีนมีสเตียรอยด์หรือไม่?

ยาสมุนไพรจีนไม่มีสเตียร์รอยด์สังเคราะห์ แต่ยาสมุนไพรจีนบางชนิดจะมีสเตียรอยด์ธรรมชาติ ซึ่งสเตียรอยด์สังเคราะห์มีประโยชน์ในหลายด้าน ให้ผลการรักษาที่รวดเร็ว แต่มีผลข้างเคียงมากมาย ส่วนสเตียรอยด์ธรรมชาติ ร่างกายจะสามารถผลิตเองได้และสามารถควบคุมปริมาณได้ ไม่มีผลข้างเคียงเพราะมีปริมาณต่ำมาก

ยาสมุนไพรจีนมีผลข้างเคียงหรือไม่?

มีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่มีค่อนข้างน้อย เช่น ผื่นแพ้ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งผลข้างเคียงมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นได้ เช่น บุคคล อายุ เพศ ปริมาณยา ระยะเวลาการใช้ยา วิธีการใช้ยา อาหารที่รับประทาน และยาชนิดอื่นๆที่ทานร่วมกัน ดังนั้นในการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนจีนและมีการติดตามการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง

ยาสมุนไพรจีนส่งผลต่อตับหรือไตจริงหรือไม่?

ในปัจจุบันยังมีหลายคนเข้าใจผิดว่าสมุนไพรจีนทำให้ค่าตับหรือไตสูงขึ้น ในความจริงแล้วยาสมุนไพรจีนสามารถช่วยรักษาค่าตับหรือไตที่ผิดปกติได้ด้วย แต่ก็มีสมุนไพรจีนบางชนิดที่หากทางต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้ค่าตับและไตสูงขึ้นได้

“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”