โรคแพนิค ห้ามกินอะไร? อาหารและสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลระบบประสาท

โรคแพนิค ห้ามกินอะไร? อาหารและสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลระบบประสาท

เคยสงสัยกันมั้ยคะว่าอาการใจสั่น มือสั่น หายใจไม่อิ่ม

รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างกะทันหันที่เรามักเรียกกันว่า “โรคแพนิค” 

(Panic Disorder) จริงๆ แล้วอาการเป็นยังไง? แล้วมีอะไรกระตุ้นได้บ้าง เราจะดูแลตัวเอง เลือกรับประทานอาหารยังไงดี โรคแพนิค ห้ามกินอะไร ไม่ไปรบกวนอาการแพนิคให้ได้มากที่สุด บทความนี้จะพาทุกท่านไปเข้าใจ ทั้งมุมมองในศาสตร์แพทย์แผนจีน อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง พร้อมแชร์วิธีเลือกรับประทานอาหารและสมุนไพรจีนหาง่ายที่จะช่วยปรับสมดุลร่างกาย รวมถึงแนวทางการรักษาค่ะ 

รู้หรือไม่คะ อาหารที่เราบริโภคในแต่ละวันเป็นปัจจัยแรกๆเลย ที่จะพยากรณ์ร่างกายเราได้ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะสำหรับคนที่เป็นโรคแพนิค

การรับมือกับโรคนี้ ไม่ใช่แค่การรักษาหลักอย่างการทานยาหรือการบำบัดจิตใจเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ‘อาหารที่ทานในแต่ละวัน’ มีผลโดยตรงต่อการกระตุ้นหรือบรรเทาระบบประสาทที่ไวเกินไปของเราค่ะ

วันนี้หมอและทีมงานจากปิยชาติคลินิก จะพาไปเจาะลึกว่าคนเป็นโรคแพนิคห้ามกินอะไรบ้าง พร้อมแนะนำอาหารและสมุนไพรจีนที่ช่วยกู้คืนความสงบให้จิตใจตามหลักธรรมชาติบำบัด

In this article

มุมมองแพทย์แผนจีน “แพนิค” เกิดจากอะไร?

ในทางศาสตร์แพทย์จีนเราเชื่อว่าหัวใจทำหน้าที่ในการเก็บ ‘ เสิน 神‘ หรือจิตวิญญาณ ที่คอยควบคุมอารมณ์ ความคิด และความรู้สึกของเรา แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเสียสมดุลย์จนเกิดภาวะ “ซินเสินปู้หนิง” ขึ้นมา (心神不宁- จิตใจและวิญญาณแห่งหัวใจไม่สงบ) ไฟหัวใจลุ่มร้อน, ยินของตับและไตพร่อง ทำให้น้ำไม่สามารถไปดับไฟได้ พลังงานความร้อนจึงลอยสูงขึ้นมารบกวนระบบประสาท ทำให้ขวัญอ่อน ตกใจง่าย วิตกกังวล และเกิดอาการแพนิคใจสั่นขึ้นมาได้ 

อาการของ ‘โรคแพนิค’ จึงมีความคาบเกี่ยวและตรงกับภาวะอาการใจสั่นตื่นตระหนก ‘จิงจี้-เจิงชง’ (惊悸 / 怔忡) และถ้าเกิดในกลุ่มผู้หญิงที่มีอารมณ์ดิ่ง วิตกกังวล ร้องไห้ง่ายร่วมด้วย ก็จะตรงกับภาวะที่เรียกว่า ‘จ้างเจ้า’ (脏躁) ซึ่งทั้งหมดนี้มีรากเหง้าเดียวกันคือ ร่างกายขาดความสมดุล เลือดและสารยินไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ ประกอบกับมีไฟจากตับพุ่งสูงขึ้น มารบกวนจิตใจจนเกิดภาวะ “ซินเสินปู้หนิง” ในข้างต้นขึ้นมา

โรคแพนิค ห้ามกินอะไร? คาเฟอีนอินเลิฟ (กาแฟ, ชาเขียวเข้มข้น, เครื่องดื่มชูกำลัง): คาเฟอีนไปกระตุ้นสารอะดรีนาลีน เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ใจสั่นและหลอดเลือดหดตัว ซึ่งเลียนแบบอาการแพนิคกำเริบ ทำให้สมองตกใจกลัว

อาการแบบไหน บ่งบอกว่าเป็นแพนิค?

หากอ้างอิงตามเกณฑ์วินิจฉัยของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (DSM) ทางการแพทย์เขาได้กำหนดลักษณะสำคัญของ “โรคแพนิค” (Panic Disorder) เอาไว้ 4 ข้อหลักๆ ดังนี้

  1. เกิด Panic Attack แบบเฉียบพลันและรวดเร็ว: อยู่ดีๆ ก็มีอาการแน่นหน้าอก ใจสั่น หายใจไม่ออก เวียนหัว จุกแน่นท้อง มือเท้าเย็นชา รู้สึกเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือมีความกลัวพุ่งขึ้นมาสุดขีดเหมือนตัวเองกำลังจะตายหรือจะเป็นบ้า โดยอาการเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วมากจนถึงจุดสูงสุดภายใน 10 นาที จากนั้นจะค่อยๆ ลดลงจนหายไปเองภายใน 60 นาที
  2. เป็นซ้ำบ่อยๆ หรือกลัวฝังใจ: มีอาการแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรือต่อให้เคยเป็นแค่ครั้งเดียว แต่อาการนั้นก็น่ากลัวมากเสียจนทำให้เราเกิดความกลัวและกังวลอย่างรุนแรงว่าจะกลับมาเป็นซ้ำอีก
  3.  คาดเดาไม่ได้ (Unexpected): เราไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้เลยว่าอาการจะมาตอนไหน นึกจะมาก็มา และมีคนไข้จำนวนไม่น้อยเลย ที่อาการแพนิคกำเริบขึ้นมาตอนกำลังนอนหลับสบายๆ จนสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
  4. ไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น: อาการทั้งหมดที่ว่ามานี้ ต้องไม่ได้เกิดจากโรคทางกายอื่นๆ (เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือโรคหัวใจ) และไม่ได้เกิดจากผลข้างเคียงของยาหรือสารเสพติด

เช็กด่วน! โรคแพนิค ห้ามกินอะไร? (อาหารตัวร้ายกระตุ้นประสาท)

คนที่มีอาการใจสั่น กระสับกระส่าย หรือแพนิค ควรเลี่ยงอาหาร 2 กลุ่มหลักๆ คือ อาหารรสเผ็ดจัด/สิ่งกระตุ้น อาหารเหล่านี้จะไปเผาผลาญเลือดและยินในหัวใจ รวมถึงอาหารมันเลี่ยน ของทอด ของปิ้งย่าง เพราะจะทำให้เกิดเสมหะและความร้อนสะสมจนลอยขึ้นมาพุ่งพล่านรบกวนจิตใจได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

  1.  คาเฟอีนอินเลิฟ (กาแฟ, ชาเขียวเข้มข้น, เครื่องดื่มชูกำลัง): คาเฟอีนไปกระตุ้นสารอะดรีนาลีน เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ทำให้ใจสั่นและหลอดเลือดหดตัว ซึ่งเลียนแบบอาการแพนิคกำเริบ ทำให้สมองตกใจกลัว
  2. แอลกอฮอล์และเครื่องดื่มมึนเมา: แม้ตอนดื่มจะรู้สึกผ่อนคลาย แต่เมื่อแอลกอฮอล์เริ่มหมดฤทธิ์ (Hangover) จะทำให้สารเคมีในสมองแปรปรวนและกระตุ้นความวิตกกังวลสูงขึ้น
  3. น้ำตาลขัดสีและของหวานจัด (Sugar Crash): การกินหวานจัดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงและดิ่งลงอย่างรวดเร็ว อาการหวิวๆ และหมดแรงตอนน้ำตาลตกจะไปกระตุ้นอาการแพนิคได้ง่าย
  4. อาหารแปรรูปและผงชูรสสูง (MSG): สารปรุงแต่งบางชนิดในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือขนมกรุบกรอบ มีส่วนทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัวมากเกินไป
โรคแพนิค ห้ามกินอะไร? แอลกอฮอล์และเครื่องดื่มมึนเมา: แม้ตอนดื่มจะรู้สึกผ่อนคลาย แต่เมื่อแอลกอฮอล์เริ่มหมดฤทธิ์ (Hangover) จะทำให้สารเคมีในสมองแปรปรวนและกระตุ้นความวิตกกังวลสูงขึ้น

อาหารและสมุนไพรหาทานง่าย ปลอดภัย ที่ช่วยบำรุงหัวใจ-จิตใจ และปรับสมดุลระบบประสาทตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน

  • พุทราจีน (大枣) : พุทราจีนมีรสหวานและมีฤทธิ์อุ่น (甘温) มีสรรพคุณเด่นในการบำรุงม้ามและเพิ่มพูนพลังชี่ บำรุงเลือด ช่วยให้จิตใจสงบและลดอาการนอนไม่หลับสะดุ้งตื่น
  • ลำไยแห้ง (龙眼肉) : ในตำราโบราณบันทึกไว้ว่า ลำไยแห้งมีฤทธิ์อุ่น รสหวาน วิ่งเข้าเส้นลมปราณหัวใจและม้ามโดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะ คิดมากหรือเครียดสะสมจนเกินไป” จนส่งผลกระทบถึงการนอนไม่หลับหลับ ใจสั่น เบื่ออาหาร
  • เห็ดหลินจือ (灵芝): สุดยอดสมุนไพรจีนที่ช่วยปรับสมดุลระบบประสาทส่วนกลาง (Adaptogen) ลดความวิตกกังวล บำรุงเลือดและชี่หัวใจ ปลอบประโลมจิตใจให้สงบลง เหมาะมากสำหรับรักษาภาวะชี่และเลือดไม่เพียงพอ จนทำให้หัวใจขาดการหล่อเลี้ยง ซึ่งมักจะแสดงออกมาเป็นอาการจิตใจไม่สงบ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ใจสั่น ฝันเยอะ
  • ชาดอกเก๊กฮวย,กุหลาบ (菊花,玫瑰花) : ช่วยปรับการไหลเวียนของชี่และเลือด ระบายพลังตับที่อุดกลั้น ลดความเครียด กระสับกระส่าย และความอึดอัดแน่นหน้าอก 
โรคแพนิค ห้ามกินอะไร? น้ำตาลขัดสีและของหวานจัด (Sugar Crash): การกินหวานจัดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงและดิ่งลงอย่างรวดเร็ว อาการหวิวๆ และหมดแรงตอนน้ำตาลตกจะไปกระตุ้นอาการแพนิคได้ง่าย

นอกจากการปรับเปลี่ยนการทานอาหารแล้ว “การฝังเข็ม” ที่ปิยชาติคลินิก ช่วยบรรเทาแพนิคได้อย่างไร?

เวลาที่แพนิคกำเริบ เป็นเพราะระบบประสาท Sympathetic (ระบบที่สั่งให้ร่างกายสู้หรือหนี) ทำงานไวเกินไป ส่งผลให้เราใจสั่น มือสั่น แน่นหน้าอกเหมือนจะขาดใจ การฝังเข็มจะเข้าไปส่งสัญญาณกระตุ้นระบบประสาท Parasympathetic (ระบบที่สั่งให้ร่างกายพักผ่อน) ให้ลุกขึ้นมาทำงานเด่นขึ้น เพื่อช่วยดึงความสมดุลกลับคืนมา การฝังเข็มจึงช่วยปรับสมดุลระบบประสาท Sympathetic & Parasympathetic ให้กลับมาทำงานสอดคล้องกัน

การฝังเข็มตามตำแหน่งบนเส้นลมปราณต่างๆ กระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท เช่น Serotonin และ Endorphin ที่ช่วยลดความวิตกกังวลในระดับลึกให้เบาบางลง ทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลายหลังรักษา

โรคแพนิค ห้ามกินอะไร? อาหารแปรรูปและผงชูรสสูง (MSG): สารปรุงแต่งบางชนิดในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือขนมกรุบกรอบ มีส่วนทำให้ระบบประสาทส่วนกลางตื่นตัวมากเกินไป

การดูแลโรคแพนิคที่ง่ายและเห็นผลได้จริง เริ่มต้นจาก ‘การทานอาหาร’ เพราะอาหารในแต่ละมื้อคือสิ่งที่เราเลือกเองได้ เป็นวิธีง่ายๆ ทำได้ในชีวิตประจำวัน เพียงแค่เราใส่ใจ หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น และเพิ่มสิ่งดีๆ ที่ช่วยบำรุงหัวใจเข้าไป ระบบประสาทของเราก็จะไม่ถูกรบกวนบ่อยๆ แล้ว

แต่สำหรับใครที่รู้สึกว่า อาการที่เป็นอยู่ค่อนข้างรบกวนชีวิตประจำวัน และอยากได้รับการปรับสมดุลร่างกายจากภายในให้ตรงจุดมากขึ้น แนะนำเข้ามาปรึกษากับแพทย์แผนจีนที่ ปิยชาติคลินิก ให้ช่วยดูแลทั้งการฝังเข็มและการจัดตำรับยาสมุนไพรจีนที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละคน

คุณสามารถเข้ารับคำปรึกษาและวางแผนการรักษาโรคแพนิคด้วยแพทย์แผนจีนได้ที่ ปิยชาติคลินิกทุกสาขา

1.สาขาพญาไท กรุงเทพมหานคร

ตั้งอยู่ที่ ศูนย์การค้า The Seasons Mall ชั้น 2 ถนนพหลโยธิน พญาไท กรุงเทพฯ (ใกล้ รพ.พญาไท 2)

  • เดินทางง่ายด้วย BTS สนามเป้า หรือ BTS อนุสาวรีย์ชัยฯ 
  • มีที่จอดรถสะดวกสบายในอาคารโครงการ ดูแผนที่คลิกที่นี่
  • เบอร์ติดต่อ : 085-955-9646

2.สาขาพระราม 4 – สวนเพลิน กรุงเทพมหานคร

ตั้งอยู่ที่ 3654 โครงการสวนเพลินมาร์เก็ต ชั้น 1 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ตรงข้ามตึกช่อง 3 มาลีนนท์ 

  • ใกล้ MRT ศูนย์สิริกิติ์ หรือ BTS พร้อมพงษ์
  • เดินทางสะดวกทั้งรถส่วนตัวและขนส่งสาธารณะ ดูแผนที่คลิกที่นี่
  • เบอร์ติดต่อ : 081-630-3180

3.สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง นนทบุรี ​​

ตั้งอยู่ที่ 40/68 ถนนบางกราย-ไทรน้อย ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110

4.สาขารังสิต – คลองสี่ ปทุมธานี

ตั้งอยู่ที่ 98/18 อาคารเดอะพอยท์พลาซ่า ตลาดกลางลาดสวาย ถนนไสวประชาราษฎร์ ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา ปทุมธานี 12150

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q: คนเป็นโรคแพนิค สามารถดื่มกาแฟสกัดคาเฟอีน (Decaf) ได้ไหม?

A: สามารถดื่มแก้ขัดได้ เพราะมีปริมาณคาเฟอีนที่ต่ำมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ระบบประสาทไวต่อสิ่งกระตุ้นมากๆ ช่วงที่มีอาการกำเริบแนะนำให้เปลี่ยนไปดื่มน้ำขิงอุ่นๆ หรือชาดอกไม้ที่ไม่มีคาเฟอีน เช่น ชาเก๊กฮวย จะช่วยให้สบายท้องและผ่อนคลายระบบประสาทได้ดีกว่า

Q: ทานยาสมุนไพรจีนแก้อาการแพนิค ควบคู่กับยาแผนปัจจุบันของจิตแพทย์ได้ไหม?

A: ทานร่วมกันได้ค่ะ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายยาโดยแพทย์แผนจีนที่มีใบประกอบโรคศิลปะเท่านั้น โดยคุณหมอจะจัดตำรับยาที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษา และแนะนำให้ทานห่างจากยาแผนปัจจุบันอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง 

Q: ฝังเข็มรักษาแพนิค ต้องทำบ่อยแค่ไหน อาการใจสั่นถึงจะดีขึ้น?

A: ในช่วงแรกที่มีอาการถี่ แนะนำให้ฝังเข็มสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งติดต่อกันประมาณ 4-6 สัปดาห์ คนไข้ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าจิตใจนิ่งขึ้น อาการใจสั่นหรือวูบวาบลดความรุนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนั้นเมื่ออาการคงที่แล้ว สามารถห่างออกเป็นเดือนละ 1-2 ครั้งเพื่อคงสมดุลร่างกาย

Q : นอกจากการรักษาโดยการฝังเข็ม ครอบแก้ว หรือ ทานยาแล้ว คุณหมอมีคำแนะนำอย่างอื่น เมื่อมีอาการแพนิคอีกไหม ?

A : เมื่อมีอาการแพนิค จะสังเกตุได้ว่าเราจะหายใจเร็ว โดยไม่รู้ตัว ให้มีสติรู้ตัวว่ากำลังหายใจเร็ว ให้ปลอบตนเองกว่า มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่เป็นอะไร เราปลอดภัย และให้กำหนดลมหายใจให้ช้าลง เพราะการหายใจเร็วจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว แต่การหายใจช้าและลึก จะทำให้ระบบประสาท Parasympathetic ทำงาน ซึ่งจะส่งสัญญาณไปทำให้หัวใจเต้นช้าลง เทคนิคการหายใจที่แนะนำคือ เอามือขวาวางที่ท้อง เอามือซ้ายทาบที่อก หายใจเข้าใช้เวลา 4 วินาที โดยให้หายใจจากท้องป่องจนเต็มขึ้นมาถึงอก รับรู้โดยการรู็ถึงที่มือกำลังวางทาบอยู่ จากนั้นผ่อนหายใจออกช้าๆ ให้ลมจังหวะหายใจออกละเอียดและนุ่มที่สุด ใช้เวลาหายใจออก 6 วินาที ทำแบบนี้วนซ้ำๆ ไม่ต้องรีบ อยู่กับลมหายใจตนเอง ประมาณ 10 – 20 ลมหายใจ อาการแพนิค หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่นจะดีขึ้น

“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”