ในยุคที่การทำงานเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความเร่งรีบ และความคาดหวังสูง ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คืออาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ หรือเบื่ออาหาร ทั้งที่ตรวจร่างกายแล้วไม่พบความผิดปกติชัดเจน หลายคนเริ่มสังเกตว่าอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่เครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือมีปัญหาทางอารมณ์สะสม จึงเริ่มตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว ความเครียดสามารถส่งผลต่อระบบย่อยอาหารได้มากแค่ไหน และจะมีวิธีรักษาที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่
ในปัจจุบัน ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางเลือกในการรักษาแบบธรรมชาติ เช่น การฝังเข็มและการใช้ยาสมุนไพรจีน เนื่องจากต้องการรักษาที่ไม่เพียงแค่บรรเทาอาการ แต่ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากต้นเหตุ บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจว่า แพทย์แผนจีนมองโรคเครียดลงกระเพาะอย่างไร รักษาได้จริงหรือไม่ และเหมาะกับใครบ้าง
เครียดลงกระเพาะคืออะไร?
เครียดลงกระเพาะ คือภาวะที่ความเครียดส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารผ่านความเชื่อมโยงที่เรียกว่า แกนลำไส้–สมอง (Gut-Brain Axis) เมื่อร่างกายเผชิญกับความเครียด จะมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล (Cortisol) และ อะดรีนาลีน (Adrenaline) ในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้สามารถรบกวนกระบวนการย่อยอาหารตามธรรมชาติได้ ภาวะนี้มักถูกเรียกในภาษาอังกฤษว่า Nervous Stomach หรือ Stress-related stomach problems โดยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในระบบทางเดินอาหาร เช่น
- การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ
- การบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ผิดจังหวะ
- ความไม่สมดุลของจุลชีพในลำไส้ (Gut microbiome imbalance)
เมื่อการทำงานของระบบย่อยอาหารถูกรบกวนอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดอาการไม่สบายท้องต่าง ๆ ตามมา
อาการที่พบบ่อยของโรคเครียดลงกระเพาะ?
อาการของเครียดลงกระเพาะอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ปวดหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ หรือใต้ชายโครง
- ปวดบิดเกร็งในช่องท้อง
- ท้องอืด แน่นท้อง มีลมในท้องมาก
- คลื่นไส้ หรือรู้สึกอยากอาเจียน
- อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก
- กรดไหลย้อน
- ท้องเสียหรือท้องผูกสลับกัน
- รู้สึกอิ่มเร็ว ทั้งที่รับประทานอาหารไม่มาก
อาการเหล่านี้มักกำเริบในช่วงที่มีความเครียดสูง และอาจดีขึ้นเมื่อได้รับการพักผ่อนหรือผ่อนคลาย ซึ่งช่วยแยกภาวะเครียดลงกระเพาะออกจากโรคทางเดินอาหารที่เกิดจากความผิดปกติทางโครงสร้างโดยตรง ผู้ป่วยหลายรายพบว่าอาการปวดท้อง แน่นท้อง หรือแสบร้อนกลางอกจะรุนแรงขึ้นในช่วงที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการทำงาน ปัญหาชีวิต หรือความวิตกกังวลสะสม และจะทุเลาลงเมื่อความเครียดลดลง
อย่างไรก็ตาม หากความเครียดเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ระบบประสาทและระบบย่อยอาหารอาจเกิดความไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย แม้ในสถานการณ์ที่มีความเครียดเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ภาวะเครียดลงกระเพาะกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และกระทบต่อคุณภาพชีวิต การทำงาน รวมถึงสุขภาพโดยรวมในระยะยาว
กลไกทางร่างกายที่ทำให้เกิด เครียดลงกระเพาะ?
เมื่อร่างกายเผชิญกับความเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติจะถูกกระตุ้นให้เข้าสู่โหมด สู้หรือหนี (Fight-or-Flight Response) โดยมีระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ทำงานเด่นขึ้น ส่งผลให้ร่างกายปรับตัวเพื่อรับมือกับภัยคุกคาม แต่ในขณะเดียวกันกลับส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารโดยตรง ในภาวะนี้ เลือดจะถูกส่งไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และกล้ามเนื้อ ทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลงส่งผลให้ [1]
- การหลั่งน้ำย่อยและเอนไซม์ลดลง
- การบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ช้าลง
- ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

รูปภาพที่ 1 Microbiota-gut-brain interaction [2]
ขณะเดียวกัน ความเครียดยังทำให้ร่างกายหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น และเพิ่มความไวของเส้นประสาทรับความรู้สึกภายในช่องท้อง (Visceral sensitivity) จึงทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวด แน่น หรือไม่สบายท้องได้ง่ายกว่าปกติ แม้จะเป็นสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก ปวดท้อง จุกเสียด หรือในบางรายอาจพัฒนาไปสู่ กระเพาะอาหารอักเสบจากความเครียด(Stress-induced gastritis) จากการระคายเคืองและความเสียหายของเยื่อบุกระเพาะอาหารหากความเครียดเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคอื่นกำเริบได้ เช่น โรคลำไส้แปรปรวน (IBS)
กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นต้น
เช็คอาการ! ว่าคุณเป็น “โรคเครียดลงกระเพาะ” หรือไม่?
- แน่นท้อง จุกเสียด หลังทานอาหาร
- ปวดท้องเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะช่วงเครียด
- แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร
- ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
- ถ่ายเหลวหรือท้องผูกสลับกัน
- อาการดีขึ้นเมื่อพักผ่อนหรือผ่อนคลาย
- ตรวจส่องกล้องแล้วไม่พบโรคร้ายแรง
หากคุณมีอาการเหล่านี้หลายข้อ และสัมพันธ์กับความเครียด อาจเข้าข่ายภาวะ “เครียดลงกระเพาะ”
มุมมองแพทย์แผนจีนต่ออาการเครียดลงกระเพาะ?
ในศาสตร์แพทย์แผนจีน ความเครียดส่งผลให้เกิดภาวะ ชี่ตับติดขัด (肝气郁结 – Liver Qi Stagnation) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงอารมณ์กับระบบย่อยอาหาร เมื่อพลังงานของตับไม่ไหลเวียนอย่างราบรื่น จะไปรบกวนการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยและการดูดซึมอาหารลดลง ภาวะนี้เรียกว่า “ตับกดม้าม” (肝郁犯脾) ส่งผลให้เกิดอาการ เช่น แน่นท้อง ปวดท้อง เบื่ออาหาร ท้องอืด หรือถ่ายผิดปกติ ซึ่งสอดคล้องกับกลไกทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่พบว่าความเครียดกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกมากเกินไป
จากกลไกทางร่างกายที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าภาวะเครียดลงกระเพาะไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของความไม่สมดุลระหว่างระบบประสาท ฮอร์โมน อารมณ์ และการทำงานของระบบย่อยอาหาร หากรักษาเพียงการลดกรดหรือบรรเทาอาการเฉพาะจุด อาจช่วยได้เพียงชั่วคราว และไม่สามารถแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของโรคได้
ด้วยเหตุนี้ ศาสตร์แพทย์แผนจีน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดูแลภาวะเครียดลงกระเพาะ เนื่องจากเป็นศาสตร์การแพทย์ที่มองร่างกายแบบองค์รวม (Holistic Medicine) เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์ พลังงานภายใน และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ตับ ม้าม และกระเพาะอาหาร” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของกลไกโรคนี้
วิธีการรักษาโรคเครียดลงกระเพาะตามแบบฉบับแพทย์จีน?
ในมุมมองแพทย์แผนจีน ภาวะเครียดลงกระเพาะมักเกิดจาก ชี่ตับติดขัด (Liver Qi Stagnation) ซึ่งไปรบกวนการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร หรือที่เรียกว่า ตับกดม้าม (肝郁犯脾) ส่งผลให้การย่อยอาหารและการดูดซึมเสียสมดุล การรักษาจึงมุ่งเน้นที่การ คลายชี่ตับ บำรุงม้าม และปรับสมดุลกระเพาะอาหารควบคู่กัน
1. การฝังเข็ม (Acupuncture)
การฝังเข็ม เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลักของแพทย์แผนจีนที่มีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะ เครียดลงกระเพาะ เนื่องจากสามารถปรับสมดุลการทำงานของ ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) และความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับลำไส้ หรือที่เรียกว่า Brain–Gut Axis ได้โดยตรง
ภาวะเครียดเรื้อรังมักกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการ เช่น คลื่นไส้ แน่นท้อง ท้องอืด ปวดเกร็งลำไส้ และอาหารไม่ย่อย ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะ ลำไส้แปรปรวน (IBS) หรือ Functional Dyspepsia การฝังเข็มช่วยลดการกระตุ้นที่มากเกินไป และส่งเสริมการฟื้นฟูระบบย่อยอาหารอย่างเป็นธรรมชาติ [3].

รูปภาพที่ 2 จุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณกระเพาะอาหารและเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่
กลไกสำคัญที่การฝังเข็มช่วยบรรเทาเครียดลงกระเพาะ
การฝังเข็มออกฤทธิ์ผ่านหลายกลไกที่สอดคล้องกับทั้งแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนปัจจุบัน ได้แก่
- กระตุ้นระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมด “พักและย่อย (Rest and Digest)” ลดการตึงตัวของกระเพาะและลำไส้
- ลดระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาการทางเดินอาหารกำเริบ
- ปรับการทำงานของเส้นประสาทเวกัส (Vagus nerve) และศูนย์ควบคุมในก้านสมอง เช่น nucleus tractus solitarius ส่งผลให้
- การบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ดีขึ้น
- การหลั่งน้ำย่อยเข้าสู่สมดุล
- การอักเสบของเยื่อบุทางเดินอาหารลดลง
- การบีบตัวของกระเพาะและลำไส้ดีขึ้น
กลไกเหล่านี้ช่วยให้อาการเครียดลงกระเพาะดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว[4].
2. การใช้ยาสมุนไพรจีน
เมื่อความเครียดสะสม อารมณ์ไม่ผ่อนคลาย พลังชี่ของตับจะไหลเวียนไม่สะดวก ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารเสียสมดุล กระเพาะอาหารบีบตัวผิดปกติ และเกิดอาการทางเดินอาหารตามมา แพทย์แผนจีนจึงใช้ ยาสมุนไพรจีน เพื่อคลายการติดขัดของชี่ตับ ปรับสมดุลการย่อยอาหาร และลดผลกระทบของอารมณ์ที่เป็นตัวกระตุ้นอาการ แพทย์แผนจีนจะเลือกสมุนไพรตามลักษณะอาการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยสมุนไพรสำคัญที่ใช้บ่อย ได้แก่
- 柴胡 (Chai Hu / Bupleurum) ช่วยคลายชี่ตับที่ติดขัดจากความเครียด ลดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และปวดเกร็งในช่องท้องที่สัมพันธ์กับอารมณ์ตึงเครียด
- 半夏 (Ban Xia / Pinellia) ช่วยปรับสมดุลการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ชี่ที่ย้อนขึ้นเคลื่อนลงตามปกติ จึงช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และแน่นลิ้นปี่ที่เกิดจากความเครียด
- 白芍 (Bai Shao / White Peony Root) ช่วยสงบชี่ตับ บำรุงเลือด และลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อทางเดินอาหาร เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดท้องหรือเกร็งลำไส้ที่กำเริบจากความเครียด
สมุนไพรเหล่านี้มักถูกใช้ร่วมกันในรูปแบบตำรับยา เพื่อเสริมฤทธิ์ซึ่งกันและกัน ตำรับยาจีนที่แนะนำสำหรับเครียดลงกระเพาะ แพทย์แผนจีนจะพิจารณาเลือกตำรับยาตาม “กลุ่มอาการ (Pattern diagnosis)” ไม่ใช่ตามชื่อโรคเพียงอย่างเดียว โดยตำรับที่ใช้บ่อย ได้แก่
- 逍遥散 (Xiao Yao San – Free and Easy Wanderer) เป็นตำรับคลาสสิกสำหรับภาวะตับกดม้าม ช่วยระบายชี่ตับ เสริมการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร ลดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และอาการทางเดินอาหารที่สัมพันธ์กับความเครียดและความวิตกกังวล
- 柴胡疏肝散 (Chai Hu Shu Gan San) เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรือปวดแน่นท้องที่เกิดชัดเจนจากอารมณ์ เช่น เครียด โกรธ หรือกดดันทางจิตใจ
3. การปรับพฤติกรรมตามหลักแพทย์แผนจีน
แพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองควบคู่การรักษา เช่น
- รับประทานอาหารให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงอาหารเย็น ดิบ มัน เผ็ด
- พักผ่อนให้เพียงพอ ลดการใช้สมองและอารมณ์มากเกินไป
- ฝึกการหายใจ ชี่กง หรือการเคลื่อนไหวเบา ๆ เพื่อช่วยระบายชี่ตับ
- ต้องรักษากี่ครั้งจึงจะดีขึ้น
จำนวนครั้งในการรักษา อาการเครียดลงกระเพาะ ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน เช่น การฝังเข็มและยาสมุนไพรจีน อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ ระยะเวลาที่เป็น รวมถึงสภาพร่างกายและความเครียดสะสมของผู้ป่วย
โดยทั่วไปสามารถประเมินแนวโน้มการรักษาได้ดังนี้
- อาการไม่รุนแรง หรือเพิ่งเริ่มเป็น
ผู้ที่มีอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือกรดไหลย้อนจากความเครียดในระยะเริ่มต้น มักเริ่มรู้สึกดีขึ้นภายใน 3–5 ครั้ง หลังการฝังเข็ม อาการแน่นท้องและคลื่นไส้จะลดลง ระบบย่อยอาหารเริ่มทำงานดีขึ้น และรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
- อาการปานกลาง ถึงเรื้อรัง
ผู้ที่มีอาการเป็นมานาน มีความเครียดสะสม หรือมีภาวะลำไส้แปรปรวนร่วมด้วย อาจต้องใช้เวลารักษาประมาณ 6–10 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลได้อย่างชัดเจน อาการปวดท้อง แน่นท้อง และการขับถ่ายผิดปกติจะค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง
- อาการเรื้อรังจากความเครียดสะสมระยะยาว
หากอาการเครียดลงกระเพาะเป็นมานานหลายเดือนหรือหลายปี และมีปัจจัยกระตุ้นจากการทำงาน การนอน หรืออารมณ์อย่างต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องดูแลรักษาอย่างเป็นระบบประมาณ 1–3 เดือน ร่วมกับการปรับพฤติกรรมและการใช้ยาจีน เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการรักษา
- ระดับความเครียดและการจัดการอารมณ์ของผู้ป่วย
- ความสม่ำเสมอในการรักษา
- การปรับพฤติกรรมการกิน การพักผ่อน และการใช้ชีวิต
- โรคประจำตัวอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร
แพทย์แผนจีนจะประเมินอาการเป็นระยะ และปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการบรรเทาอาการชั่วคราว
ข้อดีของการรักษาเครียดลงกระเพาะด้วยแพทย์แผนจีน
- รักษาที่ต้นเหตุ
มุ่งปรับสมดุลตับ ม้าม และกระเพาะอาหาร ไม่ใช่เพียงกดอาการ - ดูแลแบบองค์รวม
ช่วยทั้งระบบย่อยอาหาร อารมณ์ ความเครียด และการนอนหลับ - เหมาะกับอาการเรื้อรัง
ลดโอกาสกลับเป็นซ้ำในผู้ที่มีเครียดสะสมหรือเป็นบ่อย - ปลอดภัย ใช้ได้ระยะยาว
เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการใช้ยาลดกรดต่อเนื่อง - ปรับการรักษาเฉพาะบุคคล
เลือกจุดฝังเข็ม สูตรยา และคำแนะนำตามสภาพร่างกายจริง - ช่วยฟื้นฟูสุขภาพโดยรวม
ทำให้อ่อนเพลียน้อยลง ร่างกายสมดุล และคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ข้อควรระวัง
- ควรได้รับการรักษาจากแพทย์แผนจีนที่มีใบประกอบโรคศิลป์
เพื่อความปลอดภัยและการวินิจฉัยที่ถูกต้อง - อาการรุนแรงควรตรวจแพทย์แผนปัจจุบันก่อน
เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือปวดท้องรุนแรง - แจ้งประวัติการใช้ยาและโรคประจำตัวทุกครั้ง
โดยเฉพาะยาลดกรด ยาละลายลิ่มเลือด หรือยาประจำอื่น ๆ - ยาจีนต้องปรับตามบุคคล ไม่ควรซื้อทานเอง
เพราะสูตรยาและขนาดต้องเหมาะกับสภาพร่างกาย - ควรรักษาอย่างต่อเนื่องและควบคู่การปรับพฤติกรรม
เช่น ลดความเครียด นอนให้พอ และหลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้นอาการ

รักษาเครียดลงกระเพาะที่ “ปิยชาติคลินิก”
ศาสตร์แพทย์แผนจีนเป็นภูมิปัญญาการแพทย์ที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,000 ปี ผ่านการสั่งสมองค์ความรู้จากแพทย์จีนรุ่นสู่รุ่น จนพัฒนาเป็นระบบการรักษาที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก หัวใจสำคัญของแพทย์แผนจีนคือการ ฟื้นพลัง ปรับสมดุล และป้องกันโรคจากต้นเหตุ ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับการดูแลสุขภาพของคนยุคปัจจุบัน
ในกรณีของอาการ เครียดลงกระเพาะ ซึ่งมักเกิดจากความเครียดสะสมและความไม่สมดุลของร่างกาย แพทย์แผนจีนมองว่าเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงทั้งด้านอารมณ์ ระบบประสาท และการทำงานของระบบย่อยอาหาร การรักษาจึงไม่เพียงมุ่งบรรเทาอาการปวด แน่น หรือแสบร้อนกลางอกเท่านั้น แต่เน้นการปรับสมดุลของตับ ม้าม และกระเพาะอาหารควบคู่กัน เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวอย่างเป็นธรรมชาติและลดการกลับเป็นซ้ำในระยะยาว
การใช้ศาสตร์แพทย์แผนจีน เช่น การฝังเข็มและยาสมุนไพรจีน ควบคู่กับการดูแลพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม จึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัย อ่อนโยน และให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เหมาะทั้งสำหรับผู้ที่มีอาการเครียดลงกระเพาะเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพระบบย่อยอาหารและอารมณ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยแพทย์แผนจีนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แผนจีนที่มีใบอนุญาตและมีความเชี่ยวชาญ เนื่องจากการวินิจฉัยและการเลือกวิธีรักษาจะต้องพิจารณาจากสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
ที่ปิยชาติคลินิก เป็นคลินิกแพทย์แผนจีนที่ให้บริการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยทีมแพทย์จีนผู้มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี พร้อมวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลร่างกายและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน ปิยชาติคลินิกมีสาขาให้บริการครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่
1. สาขาพญาไท กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ : 085-955-9646
2. สาขาพระราม 4 – สวนเพลิน กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ : 081-630-3180
3. สาขารังสิต – คลองสี่ ปทุมธานี เบอร์ติดต่อ : 093-113-4718
4. สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง นนทบุรี เบอร์ติดต่อ : 065-442-8987
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการเครียดลงกระเพาะ และมองหาวิธีดูแลสุขภาพที่ปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และมุ่งแก้ปัญหาจากต้นเหตุ ศาสตร์แพทย์แผนจีนอาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับคุณ
“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”
Reference
[1] Iovino, P., Azpiroz, F., Domingo, E., & Malagelada, J. R. (1995). The sympathetic nervous system modulates perception and reflex responses to gut distention in humans. Gastroenterology, 108(3), 680–686. https://doi.org/10.1016/0016-5085(95)90439-5
[2] Omata, Y., Aoki, R., Aoki-Yoshida, A., Hiemori, K., Toyoda, A., Tateno, H., Suzuki, C., & Takayama, Y. (2018). Reduced fucosylation in the distal intestinal epithelium of mice subjected to chronic social defeat stress. Scientific Reports, 8, Article 13199. https://doi.org/10.1038/s41598-018-31403-8
[3] Yu, Z. (2020). Neuromechanism of acupuncture regulating gastrointestinal motility. World Journal of Gastroenterology, 26(23), 3182–3200. https://doi.org/10.3748/wjg.v26.i23.3182
[4] Li, H., Chen, Y., Hu, Z., Jiang, J., Ye, J., Zhou, Y., Yu, Z., & Tang, H. (2021). Effectiveness of acupuncture for anxiety and depression in irritable bowel syndrome: A protocol for systematic review and meta-analysis. Medicine, 100(8), e24958. https://doi.org/10.1097/MD.0000000000024958

English
中文 (简体字)
Lastest Post
ฝังเข็ม กัวซา ครอบแก้ว ยาจีน
กรดไหลย้อนรักษาไม่หายสักที! ทำไมกินยาลดกรดแล้วยังกลับมาเป็นซ้ำ?
ฝังเข็ม
ฟื้นฟูอัมพฤกษ์ อัมพาต! ด้วยการฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้า ที่ Piyachat Clinic
ฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน
โรคแพนิคคืออะไร? รู้จักสาเหตุพร้อมวิธีดูแลด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน