ฝังเข็มรักษาไมเกรนได้อย่างไรตามศาสตร์แพทย์แผนจีน?

ฝังเข็มรักษาไมเกรนได้อย่างไรตามศาสตร์แพทย์แผนจีน?

ไมเกรนเป็นอาการปวดศีรษะที่รุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลก ข้อมูลจาก Global Burden of Disease Study 2021 พบว่าในปี 2021 มีผู้ป่วยไมเกรนทั่วโลกมากกว่า 1.16 พันล้านคน เพิ่มขึ้น 58.15% จากปี 1990 งานวิจัยระบุว่าไมเกรนเป็นโรคทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดภาระความพิการลำดับที่ 3 ของโลก
การพึ่งพายาระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะ “Medication Overuse Headache” ซึ่งยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้น

​แพทย์ทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันคือ “การฝังเข็มรักษาไมเกรน” งานวิจัยจาก systematic review และ meta-analysis หลายชิ้นยืนยันว่าการฝังเข็มสามารถช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการไมเกรนในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ต้องพึ่งพายาอย่างเดียว

​ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจไมเกรนในมุมมองของแพทย์แผนจีน หลักการการฝังเข็มในการรักษา ประโยชน์ที่ได้รับ จุดฝังเข็มที่สำคัญ และเหตุผลว่าทำไมการฝังเข็มจึงเป็นทางเลือกที่คุณควรพิจารณา

ไมเกรนในมุมมองทางแพทย์แผนจีน

​ไมเกรนเป็นโรคทางระบบประสาทที่มีลักษณะเฉพาะคือ อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงข้างเดียว ลักษณะการปวดตุ๊บๆ เป็นจังหวะ บางรายอาจมาพร้อมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน  พร้อมกับตาไวต่อแสง จนทำให้รู้สึกปวดศีรษะเหมือนหลอดเลือดเต้นอยู่บริเวณศีรษะซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ในทางแพทย์แผนจีน ไมเกรนจึงถือว่าเป็นการเสียสมดุลในร่างกายอย่างหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์กับลมปราณ พลังชีวิตและเกี่ยวข้องกับเลือด

ฝังเข็มรักษาไมเกรน สามารถปรับสมดุลของลมปราณและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในร่างกาย ช่วยระบายความร้อนที่ขึ้นด้านบนศีรษะที่มากจนเกินไป ลดการอุดกั้นของเส้นลมปราณ และบำรุงตับ ไต อวัยวะภายใน

สาเหตุหลัก 4 ประการตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน

1. ลมร้อนขึ้นศีรษะ (Wind-Heat Ascending): เกิดจากความเครียด อารมณ์เปลี่ยนแปลงรุนแรง โกรธ หงุดหงิด ทำให้ชี่ของตับหมุนเวียนขึ้นศีรษะ อาการมักปวดศีรษะข้างเดียว เต้นตุบๆ ร้อนวูบวาบ ใบหน้าแดง

2. เลือดและชี่ไหลเวียนไม่สะดวก (Blood-Qi Stagnation): เกิดจากการบาดเจ็บ ใช้ท่าทางไม่ถูกต้อง หรือหยุดนิ่งในท่าทางเดิมนานเกินไป ทำให้เกิดการอุดตันของเส้นลมปราณ อาการปวดมักเป็นปวดแน่น ตึง เฉพาะจุด

3. เสมหะกีดขวางเส้นลมปราณ (Phlegm Obstruction): เกิดจากการกินอาหารหวาน มัน ทอด ระบบย่อยไม่ดี ทำให้เกิดเสมหะคั่งค้างภายในร่างกาย อาการปวดมักมาพร้อมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ศีรษะหนัก

4. ตับและไตอ่อนแอ (Liver-Kidney Deficiency): เกิดจากความเหนื่อยล้าเรื้อรัง ทำงานหนัก นอนไม่หลับ อายุมาก หรือความเจ็บป่วยเรื้อรัง ร่างกายขาดสารบำรุง อาการปวดมักเป็นปวดเรื้อรัง ไม่รุนแรงมาก แต่มีอาการบ่อยๆ

หลักการการฝังเข็มรักษาไมเกรน

​การฝังเข็มรักษาไมเกรน สามารถปรับได้ทั้งสมดุลในร่างกายและยังเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ กระตุ้นสารสื่อประสาทในร่างกายที่มีผลกับไมเกรน โดยมีหลักการทำงานเบื้องต้นดังนี้

ตามหลักทางการแพทย์แผนจีน การฝังเข็มสามารถปรับสมดุลของลมปราณและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในร่างกาย ช่วยระบายความร้อนที่ขึ้นด้านบนศีรษะที่มากจนเกินไป ลดการอุดกั้นของเส้นลมปราณ และบำรุงตับ ไต อวัยวะภายใน

ในส่วนของกล้ามเนื้อ มีผลต่อการลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ที่เป็นผลจากการใช้งานกล้ามเนื้อในท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป การฝังเข็มช่วยทำให้อาการปวดศีรษะจากการตึงรั้งลดลง  (Tension headache) อีกทั้งยังเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมองได้อีกด้วย

ในส่วนของเส้นประสาทและสารสื่อประสาท การฝังเข็มมีผลงานวิจัยรองรับมากมาย อาทิเช่น

1. การหลั่งสารเอ็นโดฟิน (Endorphin Release)

การฝังเข็มกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดฟิน ซึ่งเป็นสารแก้ปวดธรรมชาติที่ทรงพลังของร่างกาย สารนี้ทำงานคล้ายยาแก้ปวดประเภทโอปิออยด์ แต่ไม่มีผลข้างเคียงและไม่ทำให้เสพติด การศึกษาโดย Han (2004) พบว่าการฝังเข็มเพิ่มระดับเอ็นโดฟินในสมอง ซึ่งช่วยลดการรับรู้ความเจ็บปวดและสร้างความรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย

2. การลดระดับ CGRP (Calcitonin Gene-Related Peptide)

CGRP เป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทสำคัญในการเกิดไมเกรน เป็นสารขยายหลอดเลือดที่ทรงพลังในร่างกาย ระดับของ CGRP จะเพิ่มสูงขึ้นในระหว่างกำลังเกิดอาการไมเกรน ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทและหลอดเลือดในเยื่อหุ้มสมอง ซึ่งในกลไกนี้มีผลคล้ายการทานยาแผนปัจจุบัน ที่มีส่วนในการลดการขยายตัวของหลอดเลือดได้โดยวิธีธรรมชาติ ไม่มีผลข้างเคียง

3. เซโรโทนิน (Serotonin/5-HT)

​​ระดับเซโรโทนินที่ผิดปกติเกี่ยวข้องกับไมเกรน การฝังเข็มช่วยปรับสมดุลสารเซโรโทนินในสมอง

4. การควบคุมประตู (Gate Control Theory)

ตามทฤษฎี Gate Control Theory การฝังเข็มสามารถกระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกขนาดใหญ่ (A-beta fibers) ซึ่งจะส่งสัญญาณไปยังไขสันหลังเร็วกว่าเส้นประสาทส่งความเจ็บปวด (C fibers และ A-delta fibers) การกระตุ้นนี้ช่วย “ปิดประตู” การส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมอง จึงช่วยลดการรับรู้ความปวดได้

ฝังเข็มรักษาไมเกรน ในส่วนของกล้ามเนื้อ มีผลต่อการลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ที่เป็นผลจากการใช้งานกล้ามเนื้อในท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป การฝังเข็มช่วยทำให้อาการปวดศีรษะจากการตึงรั้งลดลง  (Tension headache) อีกทั้งยังเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมองได้อีกด้วย

ประโยชน์ของการฝังเข็มรักษาไมเกรน

1. ลดความถี่ของอาการไมเกรน

2. ลดความรุนแรงของตัวโรค

3. ลดการพึ่งพายา

4. ปรับสมดุลโดยรวม

5. ไม่มีผลข้างเคียงจากการใช้ยา

6. สามารถรักษาที่สาเหตุของการเกิดโรค ไม่ใช่แค่รักษาอาการ

จุดฝังเข็มรักษาไมเกรน

​ปัจจุบันในจุดฝังเข็มต่างก็มีงานวิจัยรองรับเรื่องผลของการรักษา ว่าสามารถลดผลข้างเคียงของไมเกรนและนิยมใช้การฝังเข็มรักษาไมเกรนกันอย่างแพร่หลาย โดยการเลือกจุดฝังเข็มจะทำร่วมกับการซักประวัติ ดูลิ้น แมะชีพจร  โดยมีจุดที่นิยมใช้ในการรักษาดังนี้

1. จุดไป๋ฮุ่ย (百会 Baihui – GV20)

• ตำแหน่ง: อยู่บนยอดศีรษะ กึ่งกลางระหว่างหูทั้งสองข้าง

• ประโยชน์: ช่วยปรับสมดุลชี่ทั้งร่างกาย ลดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และช่วยทำให้จิตใจสงบ

• หลักการ: เป็นจุดบรรจบของเส้นลมปราณหลายเส้น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนชี่ขึ้นสู่ศีรษะ

2. จุดอิ่นถัง (印堂 Yintang – EX-HN3)

• ตำแหน่ง: อยู่ระหว่างคิ้วทั้งสอง บริเวณหน้าผาก

• ประโยชน์: ช่วยผ่อนคลายจิตใจ ลดความเครียด บรรเทาอาการปวดหน้าผาก และช่วยให้นอนหลับดีขึ้น

• หลักการ: จุดนี้เชื่อมต่อกับ “อุระ” (Third Eye) ช่วยสงบระบบประสาท

3. จุดไท่หยาง (太阳 Taiyang – EX-HN5)

• ตำแหน่ง: อยู่บริเวณขมับ ระหว่างปลายคิ้วและมุมตา

• ประโยชน์: จุดสำคัญที่สุดในการรักษาไมเกรน ช่วยลดอาการปวดข้างศีรษะ ปวดขมับ และปวดตา

• หลักการ: กระตุ้นการไหลเวียนเลือดและชี่ในบริเวณศีรษะ ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ

4. จุดเฟิงฉือ (风池 Fengchi – GB20)

• ตำแหน่ง: อยู่โคนศีรษะด้านหลัง ในแอ่งระหว่างกล้ามเนื้อคอสองฝั่ง

• ประโยชน์: ช่วยขับ “ลมร้อน” ออกจากศีรษะ เพิ่มการไหลเวียนเลือดในสมอง ลดอาการปวดท้ายทอย คอแข็ง

• หลักการ: เป็นจุดที่ “ลม” เข้าออกร่างกาย จึงมีความสำคัญในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับลม รวมถึงไมเกรน

• การวิจัย: การศึกษาพบว่าการฝังเข็มไฟฟ้าที่จุด GB20 ช่วยลดระดับ CGRP ได้อย่างมีนัยสำคัญ

5. จุดเหอกู่ (合谷 Hegu – LI4)

• ตำแหน่ง: อยู่บนหลังมือ ระหว่างกระดูกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

• ประโยชน์: จุดแก้ปวดที่ทรงพลังที่สุด โดยเฉพาะปวดศีรษะด้านหน้า ปวดใบหน้า และปวดฟัน

• หลักการ: อยู่บนเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ (Large Intestine Meridian) ที่เชื่อมต่อกับใบหน้าและศีรษะ

• ข้อควรระวัง: ไม่ควรฝังเข็มจุดนี้ในหญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจกระตุ้นการหดตัวของมดลูก

• การวิจัย: การศึกษาหลายชิ้นยืนยันประสิทธิภาพของจุด LI4 ในการลดปวดศีรษะ

6. จุดไว่กวาน (外关 Waiguan – TE5)

• ตำแหน่ง: อยู่ด้านนอกของแขนท่อนล่าง ห่างจากข้อมือประมาณ 2 นิ้ว

• ประโยชน์: ช่วยบรรเทาอาการไมเกรนที่มาพร้อมความตึงตัวของคอและไหล่ ลดอาการมึนงง

• หลักการ: อยู่บนเส้นลมปราณสามเส้น (Triple Energizer Meridian) ช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนชี่ในร่างกาย

7. จุดจู๋ซานหลี่ (足三里 Zusanli – ST36)

• ตำแหน่ง: อยู่ด้านนอกของขา ใต้สะบ้าเข่าประมาณ 3 นิ้ว

• ประโยชน์: ช่วยเพิ่มพลังงานโดยรวม ปรับสมดุลระบบย่อยอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับไมเกรนบางชนิด เสริมภูมิคุ้มกัน

• หลักการ: เป็นจุดบำรุงสำคัญที่สุดในร่างกาย ช่วยเสริมชี่และเลือด

• การวิจัย: การศึกษาพบว่าการฝังเข็มที่ ST36 ช่วยลดการอักเสบและปรับระบบภูมิคุ้มกัน

8. จุดไท่ชง (太冲 Taichong – LR3)

• ตำแหน่ง: อยู่บนหลังเท้า ระหว่างกระดูกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

• ประโยชน์: ช่วยระงับ “ลมตับ” ลดความเครียด บรรเทาไมเกรนที่เกิดจากอารมณ์ โกรธ หงุดหงิด

• หลักการ: อยู่บนเส้นลมปราณตับ (Liver Meridian) ช่วยให้ชี่ของตับไหลเวียนสะดวก ไม่ขึ้นศีรษะ

• การใช้: มักใช้ร่วมกับจุด LI4(จุดเหอกู่) เรียกว่า “Four Gates” เป็นคู่จุดที่ทรงพลังในการปรับชี่ทั้งร่างกาย

ต้องฝังกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

​เนื่องจากในเข็มที่ใช้ไม่มียา การฝังเข็มเพื่อการปรับสมดุลของร่างกายจึงจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการรักษาตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยมีปัจจัยเรื่องความรุนแรง ความถี่ และระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเป็นมาเกี่ยวข้อง ในเบื้องต้นจึงแบ่งช่วงของการรักษาเป็น 3 ระยะ

• ระยะเริ่มต้น : สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความถี่และความรุนแรงของโรค เพื่อปรับสมดุลร่างกาย ขจัดปัจจัยในการก่อโรคต่างๆ เตรียมร่างกายสำหรับการบำรุง และประเมิณการตอบสนองของคนไข้

• ระยะรักษาต่อเนื่อง : 2-3 สัปดาห์/ครั้ง มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย บำรุงร่างกาย

• ระยะป้องกัน : 1-2 เดือน/ครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ และรักษาสมดุลในระยะยาว

​นอกจากการฝังเข็มเพื่อการปรับสมดุลแล้ว คนไข้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยการก่อโรคทั้งภายในและภายนอกด้วย ปัจจัยภายใน เช่น ความเครียด การอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป การรับประทานอาหารหวาน มัน ย่อยยาก รวมถึงความเหนื่อยล้าต่อเนื่อง พักผ่อนไม่เพียงพอ ส่วนปัจจัยภายนอกนั้น มักจะเกิดจากแสง สี เสียง ความร้อน รวมถึงกลิ่นที่ฉุนจนเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ไมเกรนกลับมาเป็นง่ายทั้งสิ้น

​เพราะไมเกรน ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับคนที่ต้องเผชิญกับอาการปวดซ้ำๆ จนกระทบการดำเนินชีวิต หากคุณกำลังมองหาทางเลือกการฝังเข็มรักษาไมเกรน ที่ปลอดภัยและเข้าใจร่างกายมากกว่าเดิม เรายินดีให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ปิยชาติคลินิกทั้ง 4 สาขา ในการประเมินและวางแนวทางการดูแลแบบองค์รวม ทั้งจากการแพทย์แผนจีนและการแพทย์สมัยใหม่ เพราะเราเชื่อว่า การรักษาที่ดี เริ่มจาก “การเข้าใจคุณ” ก่อนเสมอ

ฝังเข็มรักษาไมเกรน ที่ ปิยชาติคลินิกฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน พร้อมให้บริการโดยแพทย์จีนผู้มีประสบการณ์ ดำเนินกิจการมากกว่า 10 ปี ควบคุมและดูแลคุณภาพการตรวจรักษาของในทีมแพทย์จีนโดย แพทย์จีนปิยชาติ อัศววิโรจน์ ภายใต้มาตรฐานการรักษาที่คุณสามารถไว้วางใจได้

ทำไมควรฝังเข็มรักษาไมเกรนที่ “ปิยชาติคลินิก”

ปิยชาติคลินิกฝังเข็ม ครอบแก้ว ยาจีน พร้อมให้บริการโดยแพทย์จีนผู้มีประสบการณ์ ดำเนินกิจการมากกว่า 10 ปี ควบคุมและดูแลคุณภาพการตรวจรักษาของในทีมแพทย์จีนโดย แพทย์จีนปิยชาติ อัศววิโรจน์ ภายใต้มาตรฐานการรักษาที่คุณสามารถไว้วางใจได้

 มีสาขาครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีสาขาที่คุณสามารถเข้ารับการรักษาได้ดังนี้

1. สาขาพญาไท กรุงเทพมหานคร

2. สาขาพระราม 4 – สวนเพลิน กรุงเทพมหานคร

3. สาขารังสิต – คลองสี่ ปทุมธานี 

4.สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง นนทบุรี 

“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”

References

  • Dong L, Dong W, Jin Y, et al. The Global Burden of Migraine: A 30-Year Trend Review and Future Projections by Age, Sex, Country, and Region. Pain Ther. 2025;14(1):297-315. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39661241/
  • GBD 2021 Nervous System Disorders Collaborators. Global, regional, and national burden of disorders affecting the nervous system, 1990-2021. Lancet Neurol. 2024;23(4):344-381. https://www.thelancet.com/journals/laneur/article/PIIS1474-4422(24)00038-3/fulltext
  • Wang Y, Du R, Cui H, et al. Acupuncture for acute migraine attacks in adults: a systematic review and meta-analysis. BMJ Evid Based Med. 2023;28(4):228-240. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37419658/
  • Yang C, Wu M, Luo Q, et al. Acupuncture for migraine: A systematic review and meta-regression of randomized controlled trials. Complement Ther Med. 2024;86:103076. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39243985/
  • Han JS. Acupuncture and endorphins. Neuroscience Letters. 2004;361(1-3):258-261. https://doi.org/10.1016/j.neulet.2003.12.019
  • Russell FA, King R, Smillie SJ, Kodji X, Brain SD. Calcitonin gene-related peptide: physiology and pathophysiology. PhysiolRev. 2014;94(4):1099-142. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7050542/
  • Guo J, Wang LP, Liu CZ. Efficacy of acupuncture for primary insomnia: a randomized controlled trial. Evid Based Complement Alternat Med. 2013;2013:163850. (Related to neurotransmitter modulation)
  • Fan Z, et al. Effects and mechanisms of acupuncture analgesia mediated by afferent nerves in acupoint microenvironments. Front Neurosci. 2023;17:1239839. https://doi.org/10.3389/fnins.2023.1239839
  • จุดฝังเข็ม
  • Zhao L, Liu L, Xu X, et al. Electroacupuncture Inhibits Hyperalgesia by Alleviating Inflammatory Factors in a Rat Model of Migraine. J Pain Res. 2020;13:75-86. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32021397/
  • Wang Y, Du R, Cui H, et al. Acupuncture for acute migraine attacks in adults: a systematic review and meta-analysis. BMJ Evid Based Med. 2023;28(4):228-240. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37419658/ 
  • Li N, Guo Y, Gong Y, et al. The Anti-Inflammatory Actions and Mechanisms of Acupuncture from Acupoint to Target Organs via Neuro-Immune Regulation. J Inflamm Res. 2021;14:7191-7224. https://doi.org/10.2147/JIR.S341581
  • Linde K, Allais G, Brinkhaus B, et al. Acupuncture for the prevention of episodic migraine. Cochrane Database Syst Rev. 2016;2016(6):CD001218. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8406653/