งูสวัดเป็นโรคที่มีอาการแสดงทางผิวหนังและทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดแสบปวดร้อน บางรายอาจมีอาการปวดเสียวเหมือนถูกไฟช็อต หรือมีอาการเจ็บได้ง่ายผิดปกติ เช่นแม้ขณะเสื้อผ้าสัมผัสผิวเบาๆ สิ่งที่เป็นเหมือนฝัยร้ายของผู้ป่วยงูสวัดคือ แม้รอยโรคที่บริเวณผิวหนังจะหายไปแล้ว แต่อาการปวดยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตรวมถึงการพักผ่อนด้วย “ฝังเข็มรักษาอาการปวดจากงูสวัด” เป็นหนึ่งในการรักษาเสริมที่สามารถบรรเทาอาการปวดจากงูสวัดได้ดี ผลการรักษาเป็นที่ยอมรับในระดับสากลโดย WHO จึงเป็นอีกทางเลือกที่แนะนำสำหรับผู้ป่วย
ทำความรู้จัก”งูสวัด” และทำไมงูสวัดถึงทำให้ปวดแสบปวดร้อนไม่เลิก?
งูสวัด (Herpes zoster, Shingles) เป็นโรคที่เกิดในผู้ที่เคยป่วยอีสุกอีใสมาก่อน เนื่องจากโรคทั้งสองเกิดจากไวรัส Varicella Zoster (VZV) เหมือนกัน โดยโรคอีสุกอีใส คือการติดไวรัส VZV ครั้งแรก มักพบในเด็กหรือวัยรุ่น ไวรัสดังกล่าวก่อให้เกิดอาการคือผื่นตุ่มน้ำใสกระจายตามใบหน้าและลำตัวทั่วร่างกาย มีอาการคันเป็นหลักร่วมกับไข้ ต่อมาแม้อาการของโรคอีสุกอีใสจะหายไป แต่ไวรัส VZV ยังไม่ถูกกำจัดจากร่างกายทั้งหมด คงเหลือบางส่วนแฝงตัวซ่อนอยู่บริเวณปมประสาท การกำเริบอีกครั้งของไวรัส VZV ก็คือโรคงูสวัด ในครั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณผิวหนัง บางรายอาจปวดแปลบลึกๆ และมีตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณเรียงเป็นกลุ่มหรือแนวตามแนวเส้นประสาท ตุ่มน้ำมักเกิดเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
โรคงูสวัดสามารถเกิดได้ในสัดส่วน 3-5 คนต่อประชากร 1,000 คน มักพบในผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปและมักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โรคนี้มีปัจจัยกระตุ้นหลักคือกลุ่มผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ มีความเครียด หรือทานยากดภูมิคุ้มกัน รวมถึงผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อน ซึ่งมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia; PHN) คือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ได้บ่อยที่สุดหลังจากแผลงูสวัดหายแล้ว เนื่องจากในขณะที่ไวรัส VZV เคลื่อนตัวไปตามแนวเส้นประสาทสู่ผิวหนังได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral nerve) ส่งผลให้เส้นประสาททำงานผิดปกติ โดยส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปสู่สมองรุนแรงกว่าปกติหรือส่งสัญญาณที่สับสนไปสู่สมอง ก่อให้เกิดอาการปวดที่เกิดจากความเสียหายของระบบประสาทที่เรียกว่า Neuropathic pain โดยจะมีอาการแสบปวดร้อน ปวดแปล๊บ หรือการรับความรู้สึกผิดเพี้ยนไปเช่น อาการปวดจากสิ่งกระตุ้นรุนแรงผิดปกติหรือมีอาการคัน ชา เป็นต้น กล่าวโดยสรุปคือไวรัส VZV ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดรอยโรคที่ผิว แต่ยังสร้างความเสียหายให้กับเส้นประสาทด้วย จึงทำให้อาการปวดหลงเหลืออยู่แม้รอยโรคบริเวณผิวหนังจะหายไปแล้ว

อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (PHN) มีแบบไหนบ้าง?
ลักษณะอาการPHN สามารถแบ่งกลุ่มอาการสำคัญได้เป็น
- Spontaneous pain คืออาการปวดที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแม้ว่าจะไม่ได้สัมผัสอะไรเลย อาการปวดที่พบได้บ่อยที่สุดจะเป็นลักษณะปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกไฟลวก (Burning pain) ลักษณะการปวดอื่นๆ ที่พบได้อีก เช่น ปวดจี๊ดเหมือนถูกไฟช็อต (Electric shock like pain) เป็นช่วงๆ ปวดแปล๊บแทงลึก(Stabbing pain)ตามแนวเส้นประสาท และปวดลึกๆ หน่วงๆ (Deep pain)
- Evoked pain คืออาการปวดจากสิ่งกระตุ้น แบ่งเป็น อาการเจ็บจากสิง่ที่ปกติไม่ควรเจ็บ (Allodynia) เช่น เสื้อผ้าสัมผัสเบาๆ และเจ็บมากผิดปกติเมื่อถูกสิ่งที่ควรเจ็บอยู่แล้ว (Hyperalgesia)
- Dysesthesia and Paresthesia คือภาวะความรู้สึกผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีอาการชา (Numbness) ซ่าๆ เหมือนเข็มทิ่ม (Tingling) หรือคันแบบที่เกาแล้วไม่หาย (Neuropathic itching)
ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่มีอาการ PHN มักจะปวดแบบ Allodynia และมีบริเวณที่ปวดอยู่ตามแนว Dermatome คือบริเวณผิวหนังส่วนที่รับความรู้สึกจากรากประสาทไขสันหลัง (Spinal nerve root) เพียงเส้นเดียวหรือคู่เดียว และอาจมีอาการทั้งปวด ชา และคันได้ในเวลาเดียวกัน

(ภาพแสดง Dermatome)
เจาะลึกกลไก ฝังเข็มรักษาอาการปวดจากงูสวัด ช่วย”ดับปวด” ได้อย่างไร?
การฝังเข็มรักษาอาการปวดจากงูสวัดได้จากหลายกลไกดังนี้
- กระตุ้นระบบประสาทให้ลดการส่งสัญญาณปวด ด้วยหลัก Gate control theory: กระตุ้น nerve fiber ประเภท A-beta fiber ให้แย่งส่งสัญญาณกระแสประสาทและยับยั้ง C-fiber ที่ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทความปวดแบบ Neuropathic pain ที่ผู้ป่วยอาการ PHN มี เมื่อกระแสประสาทถูกยับยั้ง ความรู้สึกปวดก็จะลดลงและหายไป
- เพิ่มสารระงับปวดธรรมชาติ: การฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้าจะกระตุ้นการทำงานของเส้นทางระบบประสาทส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมและส่งต่อความเจ็บปวดที่ชื่อ Descending pain modulation pathway ที่มี PAG (periaqueductal gray) และ RVM (rostral ventromedial medulla) เป็นหัวใจสำคัญ ทำให้เกิดการหลั่งสาร serotonin และ norepinephrine ซึ่งเป็นสารระงับปวดธรรมชาติ มาระงับอาการปวดในระดับไขสันหลังที่มีรอยโรค
- ลดการอักเสบของเส้นประสาท: การฝังเข็มช่วยลดการหลั่งสารอักเสบIL-1β, IL-6, TNF-α จากการที่เส้นประสาทที่อักเสบและเสียหาย รวมถึงลด Substance P(SP) และ Calcitonin Gene-Related Peptide (CGRP) ที่ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทด้านการปวด ส่งผลให้ลดอาการปวดแสบปวดร้อนและช่วยลดความไวต่อสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการปวดในระยะยาว
- แก้ไขภาวะ Ectopic discharge คือภาวะที่เส้นประสาทส่วนปลายยิงกระแสไฟฟ้าเองโดยไม่มีสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอาการปวดแม้ไม่มีสิ่งกระตุ้น (Spontaneous pain) ซึ่งมีสาเหตุจากการเสียหายของเส้นประสาทส่วนปลาย
- กระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อให้ร่างกายกำจัดไวรัสได้เร็วขึ้น: ช่วยเพิ่ม NK cell activity ปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดTh1/Th2 เสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน
มุมมองศาสตร์แพทย์แผนจีนกับอาการงูสวัด
ในทางแพทย์แผนจีน งูสวัดคือโรค Shechuanchuang(蛇串疮)โรคดังกล่าวเกี่ยวข้องกับธาตุไฟซึ่งสัมพันธ์กับระบบอวัยวะตับเป็นหลัก เมื่อมีไฟในร่างกายมากเกินไป เกิดการสะสมจนเปลี่ยนเป้นภาวะพิษของไฟ(火毒)สะสมในร่างกาย และสามารถมีปัจจัยก่อโรคเพิ่มเติมคือลม และความชื้นเกิดภาวะร้อนชื้น แพทย์แผนจีนแบ่งลักษณะภาวะโรคนี้ได้เป็น
- ภาวะเส้นลมปราณตับอุดกั้นร้อน(肝经郁热)
- ม้ามพร่องความชื้นสะสม(脾虚湿蕴)
- ชี่ (ลมปราณ) และเลือดติดขัด( 气滞血瘀)
สามารถรักษาด้วยการระบายไฟตับ-ถอนพิษลดปวด(清泻肝火,解毒止痛)บำรุงม้ามขับความชื้น-ถอนพิษลดปวด健脾利湿,解毒止痛)และปรับการไหลเวียนชื่กระตุ้นการไหลเวียนเลือด-ทะลวงเส้นลมปราณลดปวด(理气活血,通络止痛)

ฝังเข็มรักษาอาการปวดจากงูสวัดที่ Piyachart Clinic
ที่ Piyachart Clinic มีแนวทางการรักษาโรคงูสวัดด้วยการฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้าเป็นหลัก หลังการซักประวัติและวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์จีนจะฝังเข็มรักษาอาการปวดจากงูสวัด บริเวณรอบรอยโรคและกระตุ้นไฟฟ้าโดยเลือกใช้ความถี่ที่เหมาะสมกับลักษณะอาการปวดของผู้ป่วยเพื่อบรรเทาอาการปวดและกระตุ้นการฟื้นฟูเส้นประสาท
รวมทั้งอาจพิจารณาฝังเข็มที่จุดฝังเข็มอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อปรับสมดุลร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกัน และเนื่องจากปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรคงูสวัดคือภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งมีสาเหตุได้จากทั้งอายุที่มากขึ้น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรืออาการปวดและปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบให้การนอนไม่มีคุณภาพ ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวเหล่านี้คือต้นเหตุของการเกิดโรค
ทางคลินิกเน้นการรักษาแบบองค์รวมที่ครอบคลุมไปถึงต้นตอสาเหตุของโรค ผู้ป่วยจึงสามารถเลือกรักษาเสริมด้วยการทานยาจีนตำรับเฉพาะบุคคลซึ่งจ่ายโดยแพทย์แผนจีนเพื่อเสริมสร้างและฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันได้ โดยแพทย์จีนจะทำการซักประวัติเพิ่มเติมตามหลักศาสตร์แพทย์แผนจีน ดูลิ้นและจับชีพจรเพื่อวินิจฉัยสภาวะร่างกายของผู้ป่วยในขณะนั้นและจ่ายยาตามความเหมาะสม
ข้อดีของการรักษาด้วยการฝังเข็มรักษาอาการปวดจากงูสวัด ที่เหนือกว่าการกินยาเพียงอย่างเดียว
แนวทางการรักษาโรคงูสวัดของแพทย์แผนปัจจุบันคือให้ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir, Famciclovir หรือ Valaciclovir เพื่อบรรเทาอาการและลดโอกาสเกิดอาการปวดเรื้อรัง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดรุนแรงแพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มบรรเทาอาการปวดปลายประสาท (Neuropathic Pain Modulators) เช่น ยากลุ่ม Gabapentinoids อย่าง Gabapentin, Pregabalin หรือยาต้านซึมเศร้า เช่น Amitriptyline ควบคู่กับยาต้านไวรัสในช่วงแรกภายใน 72 ชั่วโมง ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงได้โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ทานยาในโดสสูง เช่น ง่วงซึม เวียนศีรษะ หรือมีอาการบวมที่เท้า
การฝังเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดและปรับสมดุลร่างกายผู้ป่วย ส่งผลให้สามารถลดโดสยารวมทั้งลดผลข้างเคียงจากยาแผนปัจจุบันได้ ทั้งยังสามารถปรับสมดุลร่างกาย ส่งเสริมการฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยหายได้เร็วขึ้นและลดโอกาสการเป็นเรื้อรัง ส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาว เมื่อผู้ป่วยอาการปวดลดลง มีสมดุลร่างกายดีจากการรักษาที่ต้นเหตุ ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

คำแนะนำ ควรเริ่มฝังเข็มเมื่อไหร่?
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการฝังเข็มรักษาอาการ PHN คือหลังจากรอยโรคแผลงูสวัดบริเวณผิวหนังเริ่มแห้งแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ป่วยในการติดเชื้อ
- หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในช่วงแรกตั้งแต่แผลเริ่มแห้ง แนะนำให้รักษาด้วยการฝังเข็ม 3-5 ครั้ง/สัปดาห์
- หากอาการปวดเลยระยะเฉียบพลันหรือเป็นชนิดเรื้อรังหลายเดือนแพทย์จีนอาจพิจารณาความถี่ฝังเข็ม 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ขึ้นกับความรุนแรงของอาการปวดและระยะของโรค
การดูแลร่างกายของผู้ป่วยงูสวัด (PHN)
- ใช้ สบู่อ่อน / pH-balanced เพื่อลดการระคายเคืองผิว และทา moisturizer เป็นประจำเพื่อไม่ให้ปวดมากขึ้นจากผิวแห้ง หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัดและการขัดผิวแรงๆ
- ลดสิ่งกระตุ้นปวดด้วยการใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายซึ่งนุ่มและหลวม หลีกเลี่ยงผ้าหยาบและการเสียดสี ในบางรายอาจใช้ผ้าก๊อซบาง ๆ ปิดผิวเพื่อลดแรงเสียดทาน
- สามารถประคบเย็นเพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อนได้ ผู้ป่วยบางรายอาจตอบสนองกับการประคบอุ่นเบาๆ แต่ห้ามไม่ให้ร้อน/เย็นจัดเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการปวดเพิ่มขึ้น
- การจัดการความปวดโดยไม่ใช้ยา หลีกเลี่ยงความเครียดที่เป็นปัจจัยกระตุ้นความปวด ทำกิจกรรมผ่อนคลายเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากอาการปวด
- ใช้ยาลดปวดภายใต้การดูแลของแพทย์
- ฟื้นฟูร่างกายด้วยการขยับเบาๆ หรือยืดเหยียด เลี่ยงการไม่ขยับเลยเนื่องจากทำให้ปวดมากขึ้นได้
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
- ทานโปรตีนให้เพียงพอและทานอาหารอุดมไปด้วยวิตามินB1/B6/B12 เพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและระบบประสาท
ที่ปิยชาติคลินิกพร้อมให้บริการโดยทีมแพทย์แผนจีนมากประสบการณ์ ดำเนินกิจการมานานกว่า 10 ปีให้บริการทั้ง ฝังเข็ม ครอบแก้ว และยาจีน ภายใต้มาตรฐานการแพทย์ที่ปลอดภัยและใส่ใจในทุกขั้นตอนสาขาที่เปิดให้บริการ มีดังนี้
1. สาขาพญาไท กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ : 085-955-9646
2. สาขาพระราม 4 – สวนเพลิน กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ : 081-630-3180
3. สาขารังสิต – คลองสี่ ปทุมธานี เบอร์ติดต่อ : 093-113-4718
4. สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง นนทบุรี เบอร์ติดต่อ : 065-442-8987
“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”


Lastest Post
ฝังเข็ม ยาจีน
โรคแพนิค ห้ามกินอะไร? อาหารและสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลระบบประสาท
ฝังเข็ม
ไมเกรนเกิดจากอะไร? มุมมองแพทย์แผนจีน และ 5 จุดฝังเข็มแก้ไมเกรน
ฝังเข็ม
5 อาการบาดเจ็บที่เจอบ่อยจาก HYROX และวิธีดูแลตัวเองด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีน!!