“ปวดเอว ปวดหลัง” เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้คนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียน วัยทำงาน หรือวัยสูงอายุ ซึ่งมักเป็นปัญหาสุขภาพที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน รบกวนไปถึงการทำงาน และสุขภาพจิตได้ โดยเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากท่านั่งทำงานนานหรือผิดท่า ยกของหนัก น้ำหนักตัวมากเกินไป ขาดการออกกำลังกาย บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ภาวะกระดูกพรุน พักผ่อนน้อย ความเครียดสะสม หรือโรคไต
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ทั้งสิ้น บางคนอาจไม่ได้มีอาการปวดรุนแรงมากนัก เมื่อเวลาผ่านไปสามารถหายเองหรือบรรเทาอาการปวดเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองจากการรับประทานยาและท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อ แต่ในผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการปวดรุนแรงเป็นระยะเวลานานจนเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการปวดหลังในลักษณะนี้มีความจำเป็นที่ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและการรักษาที่ถูกต้อง โดยการรักษานอกจากการทานยา ทำกายภาพ หรือผ่าตัดแล้ว อีกหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมนั่นก็คือ “การฝังเข็ม”

ปวดเอว–ปวดหลังเรื้อรังคืออะไร? ทำไมจึงเกิดขึ้น
อาการปวดหลังที่พบส่วนใหญ่ มักเกิดจากกล้ามเนื้อที่หลังอักเสบ จากพฤติกรรมความเคยชินในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานออฟฟิศหรือเล่นโทรศัพท์เป็นระยะเวลานาน นั่งในท่าทางที่ผิด การยกของหนักในท่าทางที่ผิด หรือการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวผิดท่า จึงทำให้กล้ามเนื้อตึงเกร็งสะสม และเกิดการอักเสบของใยกล้ามเนื้อขึ้น ก่อให้เกิดอาการปวดหลังตามมา
- อีกทั้งการนั่งผิดท่าเป็นระยะเวลานานนี้เอง มักทำให้เกิดสภาวะ Lower Cross Syndrome (LCS) ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสภาวะที่กล้ามเนื้อ 2 ฝั่งทำงานไม่สมดุลกัน (Muscle imbalance) โดยที่กล้ามเนื้อหลังล่าง (Lower back muscles) และกล้ามเนื้อต้นขา (Thigh muscles) ทำงานมากเกินไปจนตึง (Overactive and tight) ส่วนกล้ามเนื้อหน้าท้องมัดลึก (Deep abdominal muscles) และกล้ามเนื้อสะโพก (Gluteal muscles) ถูกยืดยาวจนอ่อนแรง (Underactive and weak) ความไม่สมดุลกันของการทำงานของกล้ามเนื้อทั้ง 2 ฝั่ง ส่งผลให้กระดูกเชิงกรานหมุนไปด้านหน้ามากขึ้น (Anterior pelvic tilt) สะโพกงอมากขึ้น (Increased flexion at hip joint) และเกิดภาวะหลังแอ่นบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง (Hyper lordosis) ส่งผลให้นำไปสู่อาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อหลังล่างหรือช่วงเอว และส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างร่างกายร่วมด้วย

โดยการรักษากลุ่มอาการปวดเอวหรือหลังล่างซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อตึงตัวสะสมหรือกล้ามเนื้ออักเสบนี้เอง การรักษาด้วยวิธีการฝังเข็ม กระตุ้นไฟฟ้า และครอบแก้ว นับเป็นหัตถการที่ให้ประสิทธิภาพการรักษาที่ดี ความปลอดภัยสูง และมีผลข้างเคียงที่ต่ำ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เป็นที่นิยมกันมากในยุคปัจจุบัน
มุมมองของแพทย์แผนจีนต่ออาการปวดหลังช่วงเอว?
อาการปวดเอวหรือหลัง ในทางการแพทย์แผนจีนจะมีความสัมพันธ์กับอวัยวะไต ซึ่งมักเกิดจากการสะสมของลม ความเย็น ความชื้น ในเส้นลมปราณ ทำให้ลมปราณและเลือดไหลเวียนไม่สะดวก ขาดการบำรุงเลี้ยงดู หรือเกิดการอุดกั้น จนทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมา โดยสามารถจำแนกกลุ่มอาการที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังช่วงเอวตามหลักการแพทย์แผนจีน ได้ดังนี้
1. จากความเย็นชื้น
อาการ : คนไข้จะปวดหลังช่วงเอวหนักๆ อาการปวดไม่รุนแรง แต่เป็นเรื้อรังนาน กล้ามเนื้อหลังล่างตึงเกร็งแข็ง บิดเคลื่อนไหวเอวลำบาก อาจมีอาการปวดขาร่วมอาการมักจะหนักขึ้นเมื่อเจอฝนตก อากาศชื้นและอากาศเย็น อาการจะดีขึ้นเมื่อประคบอุ่น ตรวจร่างกายพบ ลิ้นมีฝ้าขาวหนาเหนียว ชีพจรจมและช้า (Chen-ChiMai)
2. จากความร้อนชื้น
อาการ : คนไข้จะมีอาการปวดหลังช่วงเอว รู้สึกอุ่นร้อนบริเวณที่ปวดร่วมด้วย อาการมักจะหนักขึ้นเมื่อเจออากาศร้อน อากาศชื้นหรือในวันที่มีฝนตก อาการจะดีขึ้นถ้ามีการเคลื่อนไหวช่วงหลังล่างหรือเอว ตรวจร่างกายพบ ลิ้นมีฝ้าเหลืองเหนียว ชีพจรลื่นและเร็ว (Hua-ShuMai)
3. จากการไหลเวียนเลือดติดขัด เลือดคั่ง
อาการ : คนไข้จะปวดหลังช่วงเอวมีตำแหน่งแน่นอน ช่วงเวลากลางคืนอาการมักปวดเด่นชัดมากขึ้นกว่ากลางวัน ลักษณะอาการปวดอาจมีลักษณะคล้ายเข็มทิ่มแทงร่วมด้วย ไม่ชอบโดนกดบริเวณที่ปวด ก้มหรือเงยหลังจะรู้สึกตึงปวดมากขึ้น เคลื่อนไหวลำบาก บางครั้งจามหรือไอจะปวดมากขึ้นได้ ตรวจร่างกายพบ ลิ้นคล้ำออกม่วง ชีพจรตึงและฝืด (Xian-SeMai)
4. จากไตพร่อง
อาการ : ปวดเมื่อยล้าบริเวณเอว ระดับความปวดไม่มาก มักมีอาการขาอ่อนแรงร่วมด้วยเสมอ หากทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ อยู่ในอิริยาบถนั่ง เดิน ยืน นอน ในท่าใดท่าหนึ่งนานหรือมากเกินไป อาการปวดหลังหรือเอวจะมากขึ้น
โดยหากมีอาการร่วม คือ อ่อนเพลีย แขนขาเย็นรู้สึกเกร็งท้องน้อย หน้าซีดขาว เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เมื่อกดนวดหรือพักผ่อนอาการจะดีขึ้น แต่ทำงานหนักอาการจะมากขึ้น ตรวจร่างกายพบ ลิ้นซีด ชีพจรเล็กจม จะจัดเป็นกลุ่มอาการไตหยางพร่อง แต่หากมีอาการร่วม คือ หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ ปากคอแห้ง โหนกแก้มแดง มีอาการร้อนฝ่ามือฝ่าเท้า ปัสสาวะเหลือง ตรวจร่างกายพบ ลิ้นแดง ชีพจรเล็กเร็ว จะจัดเป็นกลุ่มอาการไตอินพร่อง
5. จากความผิดปกติของเส้นลมปราณที่มีความเกี่ยวข้องกับไต
คนไข้ที่มีลมปราณติดขัดที่เส้นลมปราณตู จะมีอาการเอวแข็งและปวดโดยเฉพาะแนวกระดูกสันหลังระดับเอว ไม่สามารถก้มหรือเงยหลังได้ เส้นลมปราณเญิ่น จะมีอาการปวดหลังช่วงเอวร่วมกับกล้ามเนื้อเกร็ง ปวดท้องน้อย ตกขาวมากในคนไข้เพศหญิง ปัสสาวะราดและปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงบริเวณฝีเย็บ เส้นลมปราณชง จะมีอาการปวดเอวและท้องน้อย
ในคนไข้เพศหญิง ประจำเดือนผิดปกติและปวดระหว่างมีประจำเดือน เส้นลมปราณไต้ จะมีอาการปวดหลังช่วงเอวฝีเย็บและด้านในของต้นขา ขาอ่อนแรง ท้องอืดและแน่นตึง ตกขาวออกแดง เส้นลมปราณไต จะมีอาการปวดเอว เย็นเท้าและอ่อนแรง หรือปวดด้านหลังในของต้นขาและข้อพับเข่า ร่วมกับปวดบริเวณฝ่าเท้า ปากคอแห้ง เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ จะมีอาการปวดบริเวณเอว ปวดรุนแรงมาก ร่วมกับรู้สึกเย็นและชาบริเวณขาส่วนล่างค่อนข้างรุนแรง
ฝังเข็มช่วยลดอาการปวดเอวได้อย่างไร?
1. ฝังเข็มช่วยในการคลายกล้ามเนื้อ หรือปมพังผืดในกล้ามเนื้อของกล้ามเนื้อ (Trigger point = จุดกดเจ็บไก)
2. กระตุ้นการไหลเวียนเลือดเข้าไปในกล้ามเนื้อที่หดเกร็งค้าง เพื่อรักษากระบวนการขาดพลังงานของกล้ามเนื้อ (Energy Crisis)
3. กระตุ้นการหลั่งสารเอ็นโดฟิน (Endorphin) และสารสื่อประสาทชนิดอื่น ๆ ที่ช่วยระงับความเจ็บปวด
4. กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory molecules) ออกมาช่วยลดการอักเสบเฉพาะที่ บรรเทาอาการปวด บวม และฟื้นฟูการทำงานของเนื้อเยื่ออย่างเป็นธรรมชาติ
5. ปรับสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System) ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุร่วมของอาการปวดหลังเรื้อรัง
6. ฝังเข็มช่วยปรับสมดุลร่างกายตามหลักการแพทย์แผนจีน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของลมปราณและเลือด ขับของเสียความชื้น ความร้อน หรือความเย็น และบำรุงร่างกายในส่วนที่พร่อง ขจัดของเสียส่วนเกินในส่วนที่เกิน ให้ร่างกายกลับมาสู่สภาวะสมดุล
นอกจากการฝังเข็มแล้ว แพทย์แผนจีนก็ยังมีหัตถการรมยา ครอบแก้ว ยาจีน ที่ช่วยอบอุ่นร่างกาย บำรุง และปรับสมดุลร่างกาย ซึ่งให้ประสิทธิภาพการรักษาที่ดี และมีความปลอดภัยสูงเช่นเดียวกัน โดยมักเลือกใช้ในการรักษาควบคู่ไปกับการฝังเข็ม เพื่อรักษาอาการปวดหลังช่วงเอวหรือหลังล่าง

ฝังเข็มเหมาะกับอาการปวดเอวแบบไหนบ้าง?
1. อาการปวดหลังที่เกิดจากการมีอิริยาบถหนึ่งนานๆ นั่ง เดิน ยืน นอน เป็นระยะเวลานานสะสม
2. อาการปวดหลังจากการขาดการออกกำลังกาย กล้ามเนื้อขาดความแข็งแรง
3. อาการปวดหลังจากการออกกำลังกายหนักไป อุบัติเหตุเคลื่อนไหวผิดจังหวะ เคล็ดขัดยอก ยกของหนัก ก้มๆเงยๆ
4. อาการปวดหลังจากสภาวะ Lower Cross Syndrome (LCS) กลุ่มกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆหลังล่างหรือเอว ทำงานไม่สมดุลกัน ส่งผลให้เกิดเจ็บปวดกล้ามเนื้อหลังล่างหรือช่วงเอว รวมถึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างร่างกายร่วมด้วย
5. อาการปวดหลังจากโครงสร้างร่างกายเปลี่ยนแปลง เช่น โรคกระดูกสันหลังบริเวณเอวเสื่อม (Lumbar spondylosis) หรือโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) โรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนเอวตีบแคบ (Lumbar stenosis) โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Herniated disc) โรคกระดูกสันหลังเคลื่อนบริเวณเอว (Lumbar spondylolisthesis) กลุ่มอาการกดทับเส้นประสาทส่วน Cauda equina (Cauda equina syndrome)
ข้อดีของการรักษาปวดเอว ปวดหลังเรื้อรังด้วยฝังเข็ม?
1. การฝังเข็มช่วยรักษา ลดและบรรเทาอาการปวดหลังช่วงเอวหรือหลังล่าง คลายความตึงตัวสะสมของกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบ ลดการอักเสบที่เกิดขึ้น รวมถึงลดอาการชาที่เกิดจากการรบกวนของเส้นประสาทร่วมด้วยได้
2. การฝังเข็มมีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงต่ำ เป็นการรักษาที่ไม่ใช้ยา จึงเป็นการลดการทานยาของคนไข้ลง
3. การฝังเข็มช่วยปรับสมดุลร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนของลมปราณและเลือด ให้ร่างกายกลับสู่สภาวะสมดุล ช่วยให้ลดความเครียดสะสม และปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายเครียดและเกิดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ง่าย ขณะที่เครียดหรือนอนน้อยสะสม
4. การฝังเข็มช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
5. การฝังเข็มช่วยให้คุณภาพชีวิตคนไข้ดีขึ้น เมื่อไม่มีความปวดรบกวน สภาวะจิตใจและอารมณ์จะดีขึ้น ใช้ชีวิต และทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน
ต้องฝังเข็มกี่ครั้งถึงจะดีขึ้น?
โดยส่วนมากคนไข้จะรู้สึกอาการปวดลดลงตั้งแต่หลังทำการรักษาครั้งแรก โดยลดลงมากน้อยขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการและระยะเวลาที่เป็นด้วยเช่นกัน โดยสามารถแยกตามระยะเวลาที่เป็นได้เบื้องต้น ดังนี้
1. ระยะเฉียบพลัน (ภายใน 1 สัปดาห์- 3เดือน) : แนะนำทำการรักษาต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ประมาณ1-3ครั้ง หรือตามการประเมินของแพทย์จีนผู้ทำการรักษา โดยอาการปวดจะค่อยๆลดลงตั้งแต่หลังการรักษาครั้งแรก
2. ระยะเรื้อรัง(มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป) : แนะนำทำการรักษาต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 3 – 5 ครั้งขึ้นไป หรือตามการประเมินของแพทย์จีนผู้ทำการรักษา โดยการรักษาจะค่อยๆบรรเทาลง ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วยและการใช้งาน
3. ระยะที่มีความเสื่อมหรือมีการกดทับเส้นประสาท : แนะนำทำการรักษาต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องประมาณ 10 ครั้งขึ้นไป หรือตามการประเมินของแพทย์จีนผู้ทำการรักษา

รักษาปวดเอว ปวดหลังเรื้อรังที่ “ปิยชาติคลินิก”
อาการปวดเอวหรือหลังล่าง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ส่งผลรบกวนต่อคุณภาพชีวิตคนไข้ในระยะสั้นและยาวทั้งทางร่างกายและจิตใจ การรักษาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะส่งผลดีต่อคนไข้ เนื่องจากอาการยังไม่รุนแรง ทำให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูได้เร็วกว่า แพทย์แผนจีนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถบรรเทาและรักษาอาการปวดดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย และยังสามารถส่งเสริมผลการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันหรือการกายภาพบำบัดได้
หากคุณกำลังมองหาคลินิกแพทย์แผนจีนที่ดูแลครบทั้งร่างกายและจิตใจ ที่ปิยชาติคลินิกพร้อมให้บริการโดยทีมแพทย์แผนจีนมากประสบการณ์ ดำเนินกิจการมานานกว่า 10 ปีให้บริการทั้ง ฝังเข็ม ครอบแก้ว และยาจีน ภายใต้มาตรฐานการแพทย์ที่ปลอดภัยและใส่ใจในทุกขั้นตอน มีสาขาครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีสาขาที่คุณสามารถเข้ารับการรักษาได้ดังนี้
2. สาขาพระราม 4 – สวนเพลิน กรุงเทพมหานคร
3. สาขารังสิต – คลองสี่ ปทุมธานี
4. สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง นนทบุรี
“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”

English
中文 (简体字)
Lastest Post
ฝังเข็ม
วิธีรักษาอาการปวดสะโพกร้าวลงขา ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนที่ปิยชาติคลินิก!
ฝังเข็ม
ปวดไหล่ตอนนอนจนสะดุ้งตื่น! รู้จักภาวะไหล่ติดกับการฝังเข็มทางเลือกรักษาที่ปิยชาติคลินิก
ฝังเข็ม
กล้ามเนื้ออักเสบ ฝังเข็มที่ไหนดี? ชี้เป้าคลินิกแพทย์แผนจีนที่ปิยชาติคลินิก