Lifestyle ของผู้คนในสมัยนี้ นิยมการดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะ การวิ่งเพื่อออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งออกกำลังกายในยิม หรือวิ่งที่สวนสาธารณะหลังจากวิ่งออกกำลังกายแล้ว หลายๆ คนอาจจะสังเกตว่า ตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นพร้อมกับอาการปวดเมื่อยล้าขา เดินลำบาก นั่งก็เมื่อย ยืนก็เจ็บ จนอดคิดไม่ได้ว่า “สงสัยเมื่อวานใช้งานหนักเกินไปหรือเปล่า” อาการปวดเมื่อยหลังการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และส่วนใหญ่มักจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อได้พักผ่อน แต่หากอาการปวดรุนแรงขึ้น ไม่ดีขึ้นภายในหลายวัน หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นอาจไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าทั่วไป
หลายครั้งร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนว่า กล้ามเนื้อขาอักเสบ หรือได้รับบาดเจ็บ หากละเลยและฝืนใช้งานต่อ อาการอาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเดิม และอาจส่งผลต่อการเดิน การออกกำลังกาย หรือการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
แม้อาการปวดเมื่อยหลังออกกำลังกาย (DOMS) และภาวะกล้ามเนื้อขาอักเสบ จะมีอาการเริ่มต้นที่คล้ายกัน แต่ทั้งสองภาวะมีสาเหตุ ความรุนแรง และแนวทางการดูแลรักษาที่แตกต่างกัน การแยกความแตกต่างให้ได้ตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้ดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี และลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่อาจรุนแรงขึ้น อาการแบบไหนเป็นเพียงความปวดเมื่อยที่พบได้ตามปกติ และอาการแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์ เพื่อให้คุณกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยอีกครั้ง วันนี้ ปิยชาติคลินิกจะมาชวนเช็กอาการให้ชัวร์ จะได้รักษาได้ทันท่วงที ไม่ต้องทนปวดอีกต่อไป
มาทำความรู้จัก “กล้ามเนื้อต้นขา” มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
- กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps)
- กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring)
- กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (Adductor)
กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps)
กล้ามเนื้อหน้าต้นขา หรือ Quadriceps Femoris เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งของร่างกาย อยู่บริเวณด้านหน้าของต้นขา ทำหน้าที่สำคัญในการ เหยียดข้อเข่า และช่วยในการ งอข้อสะโพก จึงมีบทบาทสำคัญต่อการเดิน วิ่ง กระโดด ขึ้นลงบันได และลุกขึ้นจากท่านั่ง
กล้ามเนื้อหน้าต้นขาประกอบด้วยอะไรบ้าง?
Quadriceps ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 4 มัด ได้แก่
1.Rectus Femoris
อยู่ตรงกลางด้านหน้าต้นขา เป็นกล้ามเนื้อเพียงมัดเดียวที่พาดผ่านทั้งข้อสะโพกและข้อเข่าทำหน้าที่งอสะโพกและเหยียดเข่า
2.Vastus Lateralis
อยู่ด้านนอกของต้นขาเป็นกล้ามเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม ช่วยเหยียดเข่าและรักษาเสถียรภาพของกระดูกสะบ้า
3.Vastus Medialis
อยู่ด้านในของต้นขา มีบทบาทสำคัญในการควบคุมแนวการเคลื่อนที่ของกระดูกสะบ้า ช่วยเหยียดข้อเข่า
4.Vastus Intermedius
อยู่ลึกใต้ Rectus Femoris ทำหน้าที่หลักในการเหยียดข้อเข่าจุดเกาะของกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อทั้ง 4 มัดจะรวมกันเป็น เอ็นกล้ามเนื้อหน้าต้นขา (Quadriceps Tendon) และยึดเกาะที่กระดูกสะบ้า (Patella) จากนั้นเชื่อมต่อกับกระดูกหน้าแข้งผ่าน เอ็นสะบ้า (Patellar Ligament) ทำให้เกิดการเหยียดเข่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าต้นขา
กล้ามเนื้อ Quadriceps มีหน้าที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ เหยียดข้อเข่า ช่วยงอข้อสะโพก (โดยเฉพาะ Rectus Femoris) ช่วยทรงตัวขณะยืนและเดิน ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของกระดูกสะบ้า ช่วยในการเดิน วิ่ง กระโดด ปั่นจักรยาน และเตะลูกบอล ช่วยลุกขึ้นจากเก้าอี้ นั่งยอง และขึ้นลงบันได
ความสำคัญในชีวิตประจำวัน
เราใช้กล้ามเนื้อหน้าต้นขาแทบทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของขา เช่น เดิน วิ่ง ขึ้นลงบันได ลุกจากท่านั่ง นั่งยอง และกระโดด โดยเฉพาะขณะเดินลงทางลาดหรือเดินลงบันได กล้ามเนื้อกลุ่มนี้จะทำงานหนักมากเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของเข่า
การบาดเจ็บที่พบบ่อย
เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้งานหนัก จึงมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้บ่อย โดยเฉพาะในนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น
กล้ามเนื้อยืดหรือฉีก (Quadriceps Strain) กล้ามเนื้อฟกช้ำจากการกระแทก (Quadriceps Contusion) เอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาด (Quadriceps Tendon Tear) ภาวะกระดูกงอกในกล้ามเนื้อหลังการฟกช้ำรุนแรง (Myositis Ossificans) อาการที่อาจพบเมื่อกล้ามเนื้อหน้าต้นขาบาดเจ็บ ปวดบริเวณหน้าต้นขา บวม กดเจ็บ มีรอยช้ำกล้ามเนื้ออ่อนแรง เหยียดเข่าได้ไม่เต็มที่ เดินหรือวิ่งลำบาก รู้สึกตึงหรือเป็นตะคริวบริเวณต้นขา

กล้ามเนื้อหลังต้นขา (Hamstrings)
กล้ามเนื้อหลังต้นขา (Hamstrings) เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณด้านหลังของต้นขา มีหน้าที่สำคัญในการ งอข้อเข่า (Knee Flexion) และ เหยียดข้อสะโพก (Hip Extension) ทำให้เราสามารถเดิน วิ่ง กระโดด ปีนบันได และลุกขึ้นจากท่านั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ประกอบด้วย 3 มัดหลัก ได้แก่
- Semitendinosus
- Semimembranosus
- Biceps Femoris
กล้ามเนื้อเหล่านี้พาดผ่านทั้งข้อสะโพกและข้อเข่า (ยกเว้นหัวสั้นของ Biceps femoris ที่พาดผ่านเฉพาะข้อเข่า) จึงมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของรยางค์ส่วนล่าง
1. Semimembranosus
จุดเกาะต้น (Origin) ปุ่มกระดูกนั่ง (Ischial tuberosity)
จุดเกาะปลาย (Insertion) ด้านหลังของกระดูกหน้าแข้ง (Medial tibial condyle)
หน้าที่ เหยียดข้อสะโพก งอข้อเข่า หมุนขาส่วนล่างเข้าด้านในเมื่อเข่างอ
2. Semitendinosus
จุดเกาะต้น ปุ่มกระดูกนั่ง (Ischial tuberosity)
จุดเกาะปลาย ด้านในของกระดูกหน้าแข้ง บริเวณ Pes anserinus
หน้าที่ เหยียดข้อสะโพก งอข้อเข่า หมุนขาเข้าด้านในเมื่อเข่างอ
3. Biceps Femoris
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
หัวยาว (Long Head)
จุดเกาะต้น ปุ่มกระดูกนั่ง
จุดเกาะปลาย หัวกระดูกน่อง (Fibular head)
หน้าที่ งอข้อเข่า เหยียดข้อสะโพก หมุนขาส่วนล่างออกด้านนอก ช่วยหมุนต้นขาออกด้านนอกเมื่อสะโพกเหยียด
หัวสั้น (Short Head)
จุดเกาะต้น กระดูกต้นขาด้านหลัง (Linea aspera)
จุดเกาะปลาย หัวกระดูกน่อง
หน้าที่ งอข้อเข่า หมุนขาส่วนล่างออกด้านนอก
หน้าที่ของกล้ามเนื้อ Hamstrings
กล้ามเนื้อหลังต้นขามีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน ได้แก่ งอข้อเข่า เหยียดข้อสะโพก ช่วยควบคุมการเดินและการวิ่ง ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ดูดซับแรงกระแทกระหว่างเดินหรือวิ่ง ลดความเร็วของหน้าแข้งในช่วงแกว่งขาไปข้างหน้า (Swing Phase) ช่วยปกป้องข้อเข่าและข้อสะโพกจากแรงกระแทก Hamstrings จะทำงานร่วมกับ กล้ามเนื้อหน้าต้นขา (Quadriceps)ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อคู่ตรงข้าม (Antagonist muscles) เพื่อให้การเคลื่อนไหวของข้อเข่าเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคง
การบาดเจ็บที่พบบ่อย
กล้ามเนื้อหลังต้นขาเป็นหนึ่งในกลุ่มกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในนักกีฬาและผู้ที่เล่นกีฬาที่ต้องวิ่งเร็วหรือเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล รักบี้ และกรีฑา
กล้ามเนื้อหลังต้นขาฉีก (Hamstring Strain) เอ็นกล้ามเนื้อหลังต้นขาอักเสบ (Hamstring Tendinopathy) กล้ามเนื้อฉีกขาดจากการใช้งานหนัก การบาดเจ็บบริเวณจุดเกาะของเอ็นที่กระดูกเชิงกราน
กล้ามเนื้อหุบสะโพก (Hip Adductors)
กล้ามเนื้อหุบสะโพก (Hip Adductors) เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณด้านในของต้นขา (Medial Compartment of the Thigh) มีหน้าที่หลักในการ หุบต้นขาเข้าหากึ่งกลางลำตัว (Hip Adduction) นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลของเชิงกราน ควบคุมการเคลื่อนไหวของสะโพก และช่วยเพิ่มความมั่นคงของขณะเดิน วิ่ง และยืนด้วยขาข้างเดียว
แม้จะเรียกว่า “กล้ามเนื้อหุบสะโพก” แต่กล้ามเนื้อแต่ละมัดยังมีหน้าที่อื่นร่วมด้วย เช่น ช่วยงอหรือเหยียดสะโพก และช่วยหมุนต้นขาเข้าด้านในหรือออกด้านนอก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของข้อสะโพกในขณะเคลื่อนไหว
กล้ามเนื้อหุบสะโพกประกอบด้วยอะไรบ้าง?
กลุ่มกล้ามเนื้อ Hip Adductors ประกอบด้วย 5 มัดหลัก ได้แก่
- Adductor Longus
- Adductor Brevis
- Adductor Magnus
- Gracilis
- Pectineus
1. Adductor Longus
เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ตื้นที่สุด มองเห็นและคลำได้ง่าย
หน้าที่ หุบสะโพก ช่วยงอสะโพก ช่วยหมุนต้นขาเข้าด้านใน
2. Adductor Brevis
อยู่ลึกกว่า Adductor Longus
หน้าที่ หุบสะโพก ช่วยงอสะโพก ช่วยรักษาเสถียรภาพของข้อสะโพก
3. Adductor Magnus เป็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
Adductor Part และ Hamstring Part หน้าที่ หุบสะโพก ช่วยเหยียดสะโพก (โดยเฉพาะ Hamstring Part) ช่วยรักษาความมั่นคงของเชิงกราน
4. Gracilis
เป็นกล้ามเนื้อที่ยาวที่สุดในกลุ่ม และเป็นกล้ามเนื้อเพียงมัดเดียวที่พาดผ่านทั้งข้อสะโพกและข้อเข่า
หน้าที่ หุบสะโพก งอข้อเข่า หมุนหน้าแข้งเข้าด้านในเมื่อเข่างอ
5. Pectineus
เป็นกล้ามเนื้อขนาดเล็กที่อยู่บริเวณด้านหน้าของต้นขาด้านใน
หน้าที่ หุบสะโพก งอสะโพก ช่วยหมุนต้นขาเข้าด้านใน
จุดเกาะของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อส่วนใหญ่มีจุดเกาะต้นบริเวณ กระดูกหัวหน่าว (Pubis) และเกาะปลายที่ กระดูกต้นขา (Femur) โดยเฉพาะบริเวณ Linea Aspera ทำให้สามารถสร้างแรงในการหุบต้นขาและควบคุมการเคลื่อนไหวของสะโพกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หน้าที่ของกล้ามเนื้อ Hip Adductors
นอกจากการหุบต้นขาแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ รักษาสมดุลของเชิงกรานขณะเดิน ช่วยให้การเดินและวิ่งมีความมั่นคง ควบคุมการเคลื่อนไหวของสะโพก ช่วยเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหว ช่วยทรงตัวเมื่อยืนขาข้างเดียว ทำงานร่วมกับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) ช่วยลดแรงกดที่ข้อสะโพกและข้อเข่า กล้ามเนื้อกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญมากในนักกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เช่น ฟุตบอล ฮอกกี้ บาสเกตบอล และเทนนิส
การบาดเจ็บที่พบบ่อย
กล้ามเนื้อ Hip Adductors เป็นกลุ่มที่บาดเจ็บได้บ่อย โดยเฉพาะจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหรือการเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน ภาวะที่พบได้ ได้แก่
Adductor Strain การยืดหรือฉีกของกล้ามเนื้อจากการหดตัวอย่างรุนแรง
Groin Strain อาการบาดเจ็บบริเวณขาหนีบ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ Adductor
Tendinopathy การอักเสบหรือการเสื่อมของเอ็นกล้ามเนื้อจากการใช้งานซ้ำ ๆ
Osteitis Pubis ภาวะอักเสบของกระดูกหัวหน่าว ซึ่งพบร่วมกับการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหุบสะโพกในนักกีฬาได้บ่อย

สาเหตุการเกิดกล้ามเนื้อขาอักเสบ
ประวัติการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Quadriceps เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด สำหรับการเกิดการบาดเจ็บซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น กีฬา การแข่งขันและกิจกรรมที่ใช้ความเร็วหรือแรงสูงก็มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางกายภาพอื่น ๆ เช่น ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ ยังมีความแข็งแรงที่ไม่เพียงพอ
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ Quadriceps ได้แก่
- การเคยบาดเจ็บกล้ามเนื้อ Quadriceps มาก่อน
- การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Hamstring เมื่อไม่นานมานี้
- การใช้ขาข้างถนัดในการทำกิจกรรม
- กีฬาที่ใช้ขา เช่น ฟุตบอล มวย
จากงานวิจัย ปัจจัยเสี่ยงที่ได้รับการยืนยันมากที่สุด สำหรับการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Hamstring ได้แก่
- อายุที่มากขึ้น (Older Age)
ในนักกีฬาที่มีอายุมากมีความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Hamstring สูงกว่านักกีฬาที่อายุน้อย โดยถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุด
- ประวัติเคยบาดเจ็บ Hamstring มาก่อน (Previous Hamstring Injury)
เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด โดยผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Hamstring มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บซ้ำสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยมีประวัติการบาดเจ็บ
- กำลังของกล้ามเนื้อ Quadriceps สูง (Increased Quadriceps Peak Torque)
ผู้ที่มีกำลังของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าสูงอาจเกิดความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อ Quadriceps และ Hamstring ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Hamstring
- ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (Muscle Flexibility)
มีหลักฐานบางส่วนที่แสดงว่าความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ Hip Flexor และ Quadriceps ที่ลดลงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม หลักฐานในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะสรุปความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน
- ปัจจัยที่ยังไม่พบความสัมพันธ์อย่างชัดเจน
ปัจจัย ได้แก่ ดัชนีมวลกาย (BMI) ส่วนสูง ความเร็วในการวิ่ง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ Hamstring เพียงอย่างเดียว และอัตราส่วนความแข็งแรงระหว่าง Hamstring ต่อ Quadriceps (Hamstring Ratio; H Ratio) ยังไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Hamstring อย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุของการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Adductor muscle (Hayes, 2022)
สาเหตุหลักเกิดจากการใช้งานเอ็นซ้ำ ๆ (Overuse) ทำให้เกิดแรงดึงที่จุดเกาะของเอ็นมากเกินไป ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่
- การเพิ่มความหนักของการฝึกอย่างรวดเร็ว
- การเปลี่ยนทิศทางหรือหมุนตัวบ่อย
- การเตะลูกบอลซ้ำ ๆ
- กล้ามเนื้อสะโพกและแกนกลางลำตัวอ่อนแรง
- ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อลดลง
- การกลับไปเล่นกีฬาเร็วเกินไปหลังได้รับบาดเจ็บ

กล้ามเนื้อขาส่วนไหน เสี่ยงต่อการอักเสบจากการเล่นกีฬามากที่สุด?
จากงานวิจัย Hamstring เป็นกล้ามเนื้อขาที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการอักเสบจากการเล่นกีฬามากที่สุด รองลงมาคือ Adductor และ Quadriceps
| 1st Hamstring กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง | 2nd Adductor กล้ามเนื้อต้นขาด้านใน | 3rd Quadriceps กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า |
| สาเหตุที่พบบ่อยการวิ่งความเร็วสูง (Sprint)การเร่งและหยุดกะทันหันการกระโดดการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วกีฬาเสี่ยง· ฟุตบอล· วิ่ง· รักบี้· บาสเกตบอล· กรีฑา | สาเหตุที่พบบ่อยเตะบอลแรงเปลี่ยนทิศทางสไลด์ถ่างขากว้างหมุนสะโพกกีฬาเสี่ยง· ฟุตบอล· ฮอกกี้· บาสเกตบอล· เทนนิส | สาเหตุที่พบบ่อยเตะบอลแรงกระโดดวิ่งเร็วเตะซ้ำ ๆQuadriceps โดยเฉพาะ Rectus femoris เป็นมัดที่บาดเจ็บบ่อยที่สุด เพราะทำหน้าที่ทั้งงอสะโพก และ เหยียดเข่า |
ตารางเปรียบเทียบ: ปวดเมื่อยธรรมดา VS กล้ามเนื้อขาอักเสบ?
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อธรรมดา (Delayed Onset Muscle Soreness: DOMS) | กล้ามเนื้อขาอักเสบ/บาดเจ็บ (Muscle Strain/Myositis) |
| สาเหตุ | เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ เช่น ออกกำลังกายหนัก วิ่ง หรือยกของหนัก ทำให้เกิดการฉีกขาดระดับจุลภาคของเส้นใยกล้ามเนื้อ | เกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการยืดหรือหดตัวรุนแรง การใช้งานซ้ำมากเกินไป หรือการอักเสบจากการติดเชื้อหรือโรคบางชนิด |
| ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ | เริ่มปวดหลังออกกำลังกายประมาณ 12–24 ชั่วโมง และปวดมากที่สุดในช่วง 24–72 ชั่วโมง | มักปวดทันทีหรือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังได้รับบาดเจ็บ หรือค่อย ๆ ปวดจากการใช้งานซ้ำ |
| ลักษณะอาการปวด | ปวดตึง ปวดเมื่อกดหรือขยับกล้ามเนื้อทั้งมัด อาการไม่รุนแรงมาก | ปวดเฉพาะจุด เจ็บแปลบหรือปวดรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อขยับหรือออกแรงกล้ามเนื้อ |
| อาการร่วม | ตึงกล้ามเนื้อ เคลื่อนไหวได้ลดลงเล็กน้อย ไม่มีรอยช้ำหรือบวมมาก | อาจมีอาการบวม แดง ร้อน รอยช้ำ กดเจ็บชัดเจน และกล้ามเนื้ออ่อนแรง |
| ผลต่อการเคลื่อนไหว | ยังสามารถเดินหรือทำกิจกรรมได้ แม้อาจรู้สึกตึงหรือไม่สบาย | การเดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันไดอาจทำได้ลำบาก และอาจลงน้ำหนักไม่ได้ในรายที่รุนแรง |
| ระยะเวลาการฟื้นตัว | ประมาณ 3–7 วัน แล้วอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง | ใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ |
| การรักษา | พักผ่อน ยืดเหยียดเบา ๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ นวดเบา ๆ หรือประคบอุ่นเมื่อพ้นระยะเฉียบพลัน | พักการใช้งาน ประคบเย็นใน 24–48 ชั่วโมงแรก ใช้ผ้ายืดพันพยุง ยกขาสูง และทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ |
| เมื่อควรพบแพทย์ | หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 7 วัน หรือปวดรุนแรงผิดปกติ | ควรพบแพทย์หากปวดมาก เดินไม่ได้ มีอาการบวมมาก รอยช้ำขนาดใหญ |
อาการปวดกล้ามเนื้อขาอักเสบ แบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์? (Red Flags)
แม้อาการปวดจากการออกกำลังกายหรือการใช้งานกล้ามเนื้อส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองเมื่อพักและดูแลอย่างเหมาะสม แต่หากมีอาการต่อไปนี้ อาจเป็น สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่บ่งชี้ว่าควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุที่แท้จริง (ทวนนวรัตน์, 2567)
1. ปวดรุนแรงจนรบกวนการนอนหลับ
มีอาการปวดมากแม้ขณะพัก นอนแล้วไม่สามารถหลับได้ หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะอาการปวด (Night Pain)
2. ปวดจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้
อาการปวดขารุนแรงจนไม่สามารถนั่ง ยืน เดิน หรือลงน้ำหนักได้ตามปกติ และอาการไม่ดีขึ้นแม้จะนอนพัก
3. ปวดร่วมกับอาการชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
มีอาการปวดร่วมกับอาการชา รู้สึกเหมือนไฟช็อต หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น เช่น ยกขาไม่ได้ เดินไม่มั่นคง หยิบจับสิ่งของหล่น หรือมีอาการชาบริเวณ ขา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการกดทับเส้นประสาท
4. ปวดร่วมกับไข้หรืออาการผิดปกติของร่างกาย
มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือมีอาการอักเสบร่วมกับอาการปวด ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือโรคทางระบบอื่น
5. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
มีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน ทั้งที่ไม่ได้ควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก
6. มีความผิดปกติของการขับถ่าย
มีอาการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ปัสสาวะลำบาก หรือการขับถ่ายเปลี่ยนแปลงร่วมกับอาการปวด ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ควรได้รับการรักษาโดยเร็ว
7. ปวดมากขึ้นเมื่อไอ จาม หรือเบ่ง
อาการปวดรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อไอ จาม หรือออกแรงเบ่ง อาจเกี่ยวข้องกับการกดทับของเส้นประสาทหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง
8. ปวดเรื้อรังร่วมกับโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยง
มีอาการปวดนานเกิน 6 สัปดาห์ และมีประวัติโรคมะเร็ง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
9. ปวดเรื้อรังร่วมกับประวัติการใช้สารเสพติดชนิดฉีด
ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังและมีประวัติการใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าหลอดเลือด ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระดูกหรือกระดูกสันหลัง
10. ปวดเรื้อรังในผู้ที่อายุน้อยกว่า 18 ปี หรือมากกว่า 50 ปี
หากมีอาการปวดต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ในช่วงอายุดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุของโรคที่อาจซ่อนอยู่
11. อาการไม่ดีขึ้นแม้ได้รับการรักษา
หากอาการปวดยังคงอยู่หรือแย่ลง แม้ได้รับการรักษาด้วยยา การทำกายภาพบำบัด หรือวิธีการรักษาอื่น ๆ ติดต่อกันนานกว่า 6 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
กล้ามเนื้อขาอักเสบ” ในมุมมองแพทย์แผนจีน เกิดจากอะไร?
ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน อาการปวด บวม ตึง หรืออักเสบของกล้ามเนื้อขา มักเกิดจากการไหลเวียนของ ชี่ (气) และ เลือด (血) ที่ติดขัด) ร่วมกับปัจจัยก่อโรคจากภายนอก ทำให้เกิดการอุดกั้นของเส้นลมปราณ จนเกิดอาการปวดและการเคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งเรียกว่า ปี้เจิ้ง 痹证 (Bi Syndrome)
ตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน ปัจจัยก่อโรค ได้แก่
- ลม (风) ความเย็น (寒) ความชื้น (湿) ความร้อน (热)
สามารถแทรกเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะหลังออกกำลังกายหนัก เหงื่อออกมาก หรือร่างกายอ่อนล้า ส่งผลให้การไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัด เกิดอาการ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อขยับ กล้ามเนื้อตึง รู้สึกหนักขา บางรายมีอาการชาร่วม เช่น ในกรณี ความเย็นและความชื้นอุดกั้น: บางครั้งการอยู่ในห้องแอร์เย็นๆ หลังจากออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ ทำให้ความเย็นแทรกซึมเข้าสู่ข้อต่อและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้อาการอักเสบแย่ลง
- เลือดลมติดขัด 气滞血瘀
บางคนการไหลเวียนเลือดลมไม่ดี ติดต่อกันนาน ๆทำให้เส้นลมปราณบริเวณขาอุดตัน เมื่อ “ไม่ทะลวง จึงปวด” (通则不痛,痛则不通)
เป็นภาวะที่มีอาการปวดข้อเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังเป็นเวลานาน ร่วมกับข้อบวม ข้อยึดแข็ง และข้อผิดรูป มีอาการชาหรือความรู้สึกผิดปกติที่แขนขา ผิวหนังหรือสีผิวมีลักษณะม่วงคล้ำและมีจุดเลือดคั่ง ฝ้าลิ้นสีขาวหรือเหนียวมัน ชีพจรมีลักษณะตึงเป็นเส้น และไม่ราบรื่นหรือสะดุด
- กลุ่มอาการปี้ที่หัวใจ (心痹)
มีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หายใจหอบหรือหายใจลำบาก ใบหน้า ริมฝีปาก และเล็บมือมีสีเขียวคล้ำหรือม่วงคล้ำ แขนขาเย็น ลิ้นสีแดงคล้ำ มีฝ้าลิ้นน้อย และชีพจรเบาอ่อนหรือเต้นไม่สม่ำเสมอ

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็น “กล้ามเนื้อขาอักเสบ”
1. นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายหนักเป็นประจำ กลุ่มที่เล่นกีฬาซึ่งต้องวิ่งเร็ว กระโดด เปลี่ยนทิศทาง หรือเตะบอล เช่น ฟุตบอล ฟุตซอล บาสเกตบอล และกรีฑา มีความเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ Hamstrings และ Quadriceps เนื่องจากกล้ามเนื้อต้องหดตัวอย่างรวดเร็วและรับแรงสูงซ้ำ ๆ
2. ผู้ที่เคยมีประวัติกล้ามเนื้อขาอักเสบหรือฉีกมาก่อน งานวิจัยพบว่า การเคยบาดเจ็บมาก่อนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด ของการเกิดซ้ำ เนื่องจากกล้ามเนื้ออาจยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์ ทำให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นลดลง
3. ผู้ที่มีความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อน้อย กล้ามเนื้อที่ตึงหรือยืดหยุ่นไม่ดี จะรับแรงกระแทกและแรงดึงได้น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย โดยเฉพาะระหว่างการออกแรงอย่างรวดเร็ว เช่น การวิ่งหรือกระโดด
4. ผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และความยืดหยุ่นจะลดลง ทำให้กล้ามเนื้อทนต่อแรงดึงได้น้อยลง งานวิจัยหลายฉบับพบว่า อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน ของการบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา
5. ผู้ที่อบอุ่นร่างกายไม่เพียงพอ หรือใช้งานกล้ามเนื้อหนักทันที การเริ่มออกกำลังกายโดยไม่ยืดกล้ามเนื้อก่อน จะทำให้กล้ามเนื้อยังไม่พร้อมรับแรง ส่งผลให้เกิดการอักเสบหรือกล้ามเนื้อฉีกได้ง่าย โดยเฉพาะในกิจกรรมที่ใช้แรงขาหนัก เช่น วิ่งเร็วหรือเตะบอล

ทวงคืนขาที่แข็งแรง รักษากล้ามเนื้อขาอักเสบ ด้วยวิธีธรรมชาติที่ ปิยชาติคลินิก
หลายคนเลือกใช้ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อขา จากอาการกล้ามเนื้อขาอักเสบ ในระยะสั้น แต่หากต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะยาในกลุ่ม NSAIDs อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แผลในกระเพาะอาหาร หรือผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้ในบางราย
ที่ ปิยชาติคลินิก เราเน้นการดูแลจากสาเหตุของอาการ กล้ามเนื้อขาอักเสบด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด ลดความตึงของกล้ามเนื้อ และส่งเสริมการฟื้นตัวของร่างกาย โดยไม่เน้นการใช้ยาแก้ปวดเป็นแนวทางหลัก
แนวทางการดูแลที่คลินิก
- การฝังเข็ม (Acupuncture) : เป็นหนึ่งในวิธีการรักษา อาการกล้ามเนื้อหดเกร็ง หรือกล้ามเนื้อขาบาดเจ็บ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลไว สามารถช่วยคลายปมกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง (Trigger Points) บริเวณขา กระตุ้นการไหลเวียนเลือดเพื่อนำสารอาหารมาซ่อมแซมส่วนที่อักเสบ และหลั่งสารเอ็นโดรฟินลดปวดธรรมชาติ
- การครอบแก้ว (Cupping Therapy) : การครอบแก้วเป็นวิธีที่ใช้แรงดูดสุญญากาศเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดการคั่งของเลือดและของเสียในเนื้อเยื่อ คลายความตึงของพังผืดและกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ และอาจช่วยลดอาการปวด ตึง หรือเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อขาได้
สรุป: อย่าปล่อยให้ความเมื่อย กลายเป็นความเรื้อรัง
อาการปวด ตึง หรือเมื่อยขา อาจดูเป็นเรื่องเล็กที่หลายคน เลือกอดทนหรือปล่อยให้หายเอง แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ ภาวะกล้ามเนื้อขาอักเสบ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง กล้ามเนื้ออ่อนแรง เคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่ และกระทบต่อการทำงาน การออกกำลังกาย รวมถึงคุณภาพชีวิตในระยะยาว
การสังเกตสัญญาณของร่างกายตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณพบว่ามีอาการปวดเฉพาะจุด ปวดมากขึ้นเมื่อเคลื่อนไหว กดเจ็บ บวม หรืออาการไม่ดีขึ้นแม้จะพักแล้ว ควรเข้ารับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
ที่ ปิยชาติคลินิก เราให้ความสำคัญกับการดูแลจากต้นเหตุของอาการ ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็ม การครอบแก้ว และการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด คลายกล้ามเนื้อที่ตึง ลดการอักเสบ และส่งเสริมการฟื้นฟูการทำงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่เน้นการใช้ยาแก้ปวดเป็นแนวทางหลัก ทั้งนี้ แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
อย่ารอให้อาการเล็ก ๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มักช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้คุณกลับไปเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
หากต้องการปรึกษาอาการ หรือต้องการประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะกับคุณ สามารถติดต่อ ปิยชาติคลินิก
1. สาขาพญาไท กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ : 085-955-9646
2. สาขาพระราม 4 – สวนเพลิน กรุงเทพมหานคร เบอร์ติดต่อ : 081-630-3180
3. สาขารังสิต – คลองสี่ ปทุมธานี เบอร์ติดต่อ : 093-113-4718
4. สาขารัตนาธิเบศร์ – บางบัวทอง นนทบุรี เบอร์ติดต่อ : 065-442-8987
เพราะการบรรเทาอาการปวดที่ดี ไม่ใช่เพียงการกดอาการด้วยยา แต่คือการดูแลต้นเหตุของปัญหา เพื่อให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”
อ้างอิง
Physiopedia. (n.d.). Quadriceps muscle. Retrieved July 8, 2026, from https://www.physio-pedia.com/Quadriceps_Muscle
Physio-Pedia. (n.d.). Hip adductors. Retrieved July 8, 2026, from https://www.physio-pedia.com/Hip_Adductors
Pietsch, S., & Pizzari, T. (2022). Risk factors for quadriceps muscle strain injuries in sport: A systematic review. Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy, 52(6), 389–400. https://doi.org/10.2519/jospt.2022.10870
Freckleton, G., & Pizzari, T. (2013). Risk factors for hamstring muscle strain injury in sport: A systematic review and meta-analysis. British Journal of Sports Medicine, 47(6), 351–358. https://doi.org/10.1136/bjsports-2011-090664
Hayes, K. (2022, August 17). Adductor tendinopathy: Overview and more. Verywell Health. https://www.verywellhealth.com/adductor-tendinopathy-5224468
ทวนนวรัตน์, ศ. (2567, 24 พฤษภาคม). Red Flag Sign สัญญาณปวดแบบไหนต้องรีบไปพบแพทย์. THE STANDARD. https://thestandard.co/life/red-flag-sign-of-pain/
Zhang, E.-Q. (2010). Bi syndrome (arthralgia syndrome). Journal of Traditional Chinese Medicine, 30(2), 145. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0254627210600325
Liu, H., Garrett, W. E., Moorman, C. T., & Yu, B. (2012). Injury rate, mechanism, and risk factors of hamstring strain injuries in sports: A review of the literature. Journal of Sport and Health Science, 1(2), 92–101. https://doi.org/10.1016/j.jshs.2012.07.003

English
中文 (简体字)
Lastest Post
ฝังเข็ม
วิธีรักษาอาการปวดสะโพกร้าวลงขา ด้วยศาสตร์แพทย์แผนจีนที่ปิยชาติคลินิก!
ฝังเข็ม
ปวดไหล่ตอนนอนจนสะดุ้งตื่น! รู้จักภาวะไหล่ติดกับการฝังเข็มทางเลือกรักษาที่ปิยชาติคลินิก
ฝังเข็ม
กล้ามเนื้ออักเสบ ฝังเข็มที่ไหนดี? ชี้เป้าคลินิกแพทย์แผนจีนที่ปิยชาติคลินิก