นวดกดจุด เคล็ดลับปรับสมดุลร่างกายเพื่อสุขภาพตามศาสตร์แพทย์จีน

นวดกดจุด เคล็ดลับปรับสมดุลร่างกายเพื่อสุขภาพตามศาสตร์แพทย์จีน

“นวดกดจุด” (Acupressure) เป็นศาสตร์เก่าแก่ของแพทย์แผนจีนที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ซึ่งมีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่ยุคชุนชิวจั้นกั๋ว (770-221ปีก่อนคริสตกาล) ในคัมภีร์หวงตี้เน่ยจิง หนึ่งในคัมภีร์ศาสตร์แพทย์แผนจีนที่เก่าแก่ที่สุด การนวดกดจุดช่วยฟื้นฟูพลังชีวิต ปรับสมดุลร่างกาย และลดอาการไม่สบายโดยไม่ต้องใช้ยา โดยอิงจากจุดฝังเข็มตามเส้นลมปราณที่เชื่อมต่อกับการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ศาสตร์นี้ถูกใช้อย่างหลากหลายในทุกชนชั้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ จากกษัตริย์ ขุนนาง ทหาร จนถึงประชาชน แม้แต่ในปัจจุบัน ศาสตร์นี้ยังถูกสืบทอดต่อกลายเป็นเคล็ดลับการดูแลสุขภาพที่หลายบ้านนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง 

หลักการของการนวดกดจุดในศาสตร์แพทย์แผนจีน

การนวดกดจุดเป็นหนึ่งในหัตถการที่สำคัญในการนวดทุยหนา หรือการนวดรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ซึ่งเน้นการกดตามจุดฝังเข็มของเส้นลมปราณหลัก 14 เส้นแทนการฝังเข็ม โดยศาสตร์แพทย์แผนจีนอิงหลักการที่ว่า หากปรับการไหลเวียนของชี่ และเลือดให้อยู่ในภาวะสมดุล ไหลลื่น ไม่ติดขัด การทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อีกด้วย {1}{2}

ตามศาสตร์แพทย์แผนจีนนั้น มองว่าร่างกายเรามีทางเดินของเส้นลมปราณหลักที่คอยขนส่งรวมถึงควบคุมชี่และเลือดตามจุดต่างๆของร่างกายอยู่ 14 เส้น โดยแต่ละเส้นลมปราณก็จะเชื่อมกับการทำงานของอวัยวะต่างๆ และเมื่อเทียบกับระบบประสาทของศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบัน เราจะพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการควมคุมอวัยวะ ฮอร์โมนและสารสื่อประสาทอย่างมาก ตัวอย่างเช่น 

1.1 จุดฝังเข็ม กวางหมิง (光明, GB37) 

สังกัดอยู่เส้นลมปราณถุงน้ำดี ตั้งอยู่บริเวณเหนือตาตุ่มตามแนวกระดูกฟิบูลา (Fibula bone) ด้านหน้าของขาด้านนอกขึ้นมา 5 ชุ่น (ประมาณ 7 นิ้วมือ)

ศาสตร์แพทย์แผนจีน : เชื่อมต่อกับเส้นลมปราณตับ ซึ่งยังเชื่อมกับดวงตา ทำให้มีสรรพคุณในการรักษาอาการเกี่ยวกับดวงตา เช่น ปวดตา ตาบอดกลางคืน ทั้งยังบรรเทาอาการปวดขาส่วนล่าง ปวดแน่นบริเวณเต้านม 

ศาสตร์แพทย์แผนปัจจุบัน : มีงานวิจัยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของค่าความชัดในการมองเห็นระยะไกลโดยไม่มีการแก้ไขสายตา (Uncorrected distance visual acuity, UDVA) และค่าความไวต่อความคมชัด (contrast sensitivity, CS) ในผู้ป่วยที่มีภาวะสายตาสั้น {3} และกระตุ้นการทำงานบริเวณคอร์เทกซ์การมองเห็นที่อยู่ทั้งสองซีกของสมองกลีบท้ายทอย (bilateral occipital visual cortex) {4}{5} ซึ่งมีหน้าที่หลักในการประมวลผลข้อมูลภาพจากดวงตา ทำให้เราสามารถรับรู้และแยกแยะสิ่งต่างๆรอบตัวได้ เช่น สี รูปทรง การเคลื่อนไหว ระยะทาง {6}

1.2 จุดฝังเข็ม จูซานหลี่ (足三里, ST36)

สังกัดอยู่เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร ตั้งอยู่บริเวณใต้ร่องหัวเข่าลงมา 3 ชุ่น (ประมาณ4นิ้วมือ) ตามแนวกล้ามเนื้อทิเบียลิสด้านหน้า (tibialis anterior muscle) โดยห่างออกจากแนวหน้าแข้งมา 1 นิ้วกลาง 

ศาสตร์แพทย์แผนจีน : เป็นจุดหลักในการบำรุงร่างกาย กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหารและม้าม ขับเสมหะ กระตุ้นการไหลเวียนของชี่ มีสรรพคุณในการรักษาอาหารปวดท้อง อาเจียน แน่นหน้าท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ท้องผูก อัมพฤกษ์ อัมพาต ขาอ่อนแรง บวมน้ำ ใจสั่น หายใจสั้น ร่างกายอ่อนเพลีย 

ศาสตร์แพทย์แผนปัจจุบัน : มีงานวิจัยพบว่าการนวดกดจุดจูซานหลี่ช่วยกระตุ้นความถี่ในการทำงานของลำไส้และลดระยะเวลาในการไล่แก๊สและของเหลวหลังการผ่าตัดของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ {7} ทั้งยังพบว่ามีคุณสมบัติต่อต้านการอักเสบ โดยเป็นตัวปรับสมดุลยีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในสารน้ำของร่างกาย ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาท เนื้อเยื่อและตามอวัยวะต่างๆ {8} 

จากตัวอย่าง จะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างจุดฝังเข็มตามเส้นลมปราณและการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ทั้งในศาสตร์แพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบัน เราจึงอิงหลักการปรับสมดุลชี่และเลือดตามเส้นลมปราณ เพื่อสร้างภาวะสมดุลทั่วทั้งร่างกาย เพราะเรามองว่าภาวะสมดุลจะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดีและยั่งยืน ป้องกันการเกิดโรคและความเจ็บป่วยต่างๆ ที่ต้นเหตุได้ 

นวดกดจุด เป็นหนึ่งในหัตถการที่สำคัญในการนวดทุยหนา หรือการนวดรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ซึ่งเน้นการกดตามจุดฝังเข็มของเส้นลมปราณหลัก 14 เส้นแทนการฝังเข็ม

ประโยชน์ของการนวดกดจุด

นอกจากการนวดกดจุดจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของชี่และเลือด ปรับสมดุลร่างกาย ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ โดยไม่ต้องพึ่งยาแล้ว ยังช่วยการทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆ ภายในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย 

สามารถลดระดับความปวดได้โดยกระตุ้นจุดความรู้สึกดี (pleasurable impulses) ไปที่สมอง ซึ่งเร็วกว่าตัวกระตุ้นความรู้สึกปวด (painful stimuli) ถึงสี่เท่า และการถูกกระตุ้นจุดนี้อย่างต่อเนื่องจะไปปิดช่องทางระบบประสาท รวมถึงลดความเร็วในการส่งสารรับรู้ความเจ็บปวดไปที่สมอง เพิ่มระดับการรับรู้ความเจ็บปวด (pain threshold) ให้สูงขึ้น {9}

การนวดกดจุดตามจุดเฉพาะบางจุดเช่น ไป่หุ้ย (百会 ,GV20) วานกู่ (完骨, GB12) เจียนจิ่ง (肩井, GB21) ชูฉื่อ (曲池, LI11) โฮ่วซี (后溪, SI3) หย่งฉวน (涌泉,KI1) เมื่อใช้ร่วมกันสามารถช่วยลดความเครียด อาการวิตกกังวล และความเหนื่อยล้าได้ โดยเป็นการกระตุ้นสารสื่อประสาทเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้สมองได้รับสารอาหารและออกซิเจนมากขึ้น{10}

ในเคสเด็ก ยังมีการวิจัยพบว่าการนวดกดจุด ฉื่อเจ๋อ (尺泽, LU5) เช่าชาง (少商, LU11) และ ชูฟุ (俞府, KD27) เป็นประจำทุกวัน วันละ 3 ครั้ง ช่วยเพิ่มอัตราการฟื้นตัวในผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันได้ {11} โดยในศาสตร์แพทย์แผนจีนนั้น จุดฉื่อเจ๋อและเช่าชางสังกัดเส้นลมปราณปอด มีสรรพคุณในการรักษาโรคและอาการที่เกี่ยวปอด ส่วนจุดชูฟุ สังกัดเส้นลมปราณไต ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใต้กระดูกไหปลาร้า ห่างจากแกนกลางลำตัวมา 2 ชุ่น (ประมาณ 3 นิ้วมือ) สามารถรักษาอาการที่เกี่ยวกับปอดและกระเพาะอาหาร และเนื่องจากอวัยไตโดยพื้นฐานเป็นที่อยู่ลมปราณดั้งเดิม(元气) แหล่งสารอาหารตั้งต้นก่อนกำเนิด(先天之本) และช่วยปอดในการหายใจเข้าควบคู่ไปกับไต(肾主纳气) จึงยิ่งช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในเด็กและทำให้การหายใจสะดวกขึ้น 

“การนวดกดจุด ไม่ได้จำกัดแค่เพื่อการรักษาโรคเท่านั้น ยังสามารถนำมาปรับใช้เพื่อป้องกันการเกิดอาการเจ็บป่วยต่างๆ  อีกทั้งเป็นการรักษาที่ปลอดภัย ไม่มีการนำสิ่งแปลกปลอมใดๆ เข้ามาในร่างกาย คนไข้ส่วนใหญ่จึงชอบการนวดกดจุดแบบศาสตร์แพทย์แผนจีนเพื่อบำรุงดูแลสุขภาพร่างกาย และในเด็กก็สามารถทำการรักษาเพื่อกระตุ้นพัฒนาการและเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตได้”

การนวดกดจุดทำอย่างไร 

การนวดกดจุดตามศาสตร์แพทย์แผนจีนนั้น เป็นการใช้มือ นิ้ว หรือศอกกดนวดไปตามจุดต่างๆ บนร่างกาย โดยอิงจุดฝังเข็มตามเส้นลมปราณหลัก 14 เส้น และพื้นฐานการนวดทุยหนาทั้ง 5 ข้อคือ สม่ำเสมอ นุ่มนวล เชื่องช้าไม่รีบ แต่หนักแน่นและมีน้ำหนัก

มีการนวดกดจุดทั้งหมด 2 วิธีหลัก ได้แก่ การกด(按法) และการเตี่ยน(点法)

การกด(按法) เป็นการใช้นิ้วหัวแม่มือ อุ้งมือหรือศอกกดลงบนจุดต่างๆของร่างกาย โดยน้ำหนักในการกดจะต้องแน่น นุ่มลึก คนไข้รู้สึกหน่วงแบบวงกว้าง มักใช้เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด คลายกล้ามเนื้อ ลดปวด อบอุ่นร่างกายและขับพิษ เหมาะกับคนไข้ที่อาการปวดไม่หนักมาก หรือมีปมกล้ามเนื้อน้อย หรือคนไข้ที่ต้องการนวดกดจุดเพื่อบำรุงร่างกาย

การเตี่ยน(点法) เป็นการใช้ปลายกระดูกและข้อต่อนิ้วหัวแม่มือส่วนต้น ข้อต่อกระดูกนิ้วชี้ส่วนต้น รวมถึงข้อศอก กดทิ่มตรงลงไปตามจุดต่างๆเป็นสลับเป็นจังหวะ เรียงจากน้ำหนักเบาไปหนัก คนไข้จะรู้สึกหนัก แหลม มีความรู้สึกหน่วงหรือร้าวบริเวณจุดที่กด (得气) มักใช้เพื่อคลายกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ลดปวดเป็นหลัก เหมาะสำหรับคนไข้ที่อาการปวดค่อนข้างเด่นชัดหรือมีปมกล้ามเนื้อค่อนข้างเยอะ หรือคนไข้ที่มีโรคทางอายุรกรรมภายในค่อนข้างชัดเจน

ความแตกต่างระหว่าง “นวดทั่วไป” กับ “นวดกดจุดตามศาสตร์จีน”

นวดทั่วไปนั้นมักเป็นการนวดเพื่อความผ่อนคลายเป็นหลัก และไม่มีจุดกระตุ้นหรือจุดบำรุงร่างกายชัดเจน ผลการรักษามักอยู่ไม่นาน และหากผู้ทำการหัตถการไม่มีความรู้พื้นฐานด้านโครงสร้างกล้ามเนื้อที่มากพอ อาจเกิดความเสี่ยงและอันตรายต่อตัวคนไข้ได้

ส่วนการกดจุดตามศาสตร์จีนนั้นดำเนินการและทำหัตถการโดยแพทย์แผนจีนเท่านั้น โดยจะทำการตรวจแมะชีพจรและดูลิ้น รวมถึงตรวจร่างกาย โครงสร้างกล้ามเนื้อ และซักประวัติเพิ่มเติม เพื่อให้การวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด คนไข้จึงมั่นใจได้ว่ากการรักษาจะได้ผลลัพธ์เป็นไปตามการประเมินของแพทย์และได้รับหัตถการที่ปลอดภัย

นวดกดจุดเหมาะกับใครบ้าง

การนวดกดจุดสามารถรักษาได้หลายกลุ่มโรค โดยหลักแล้วจะแบ่งเป็น 3 หมวด คือ กลุ่มอาการปวด กลุ่มโรคอายุกรรมภายใน และกลุ่มบำรุงร่างกาย

1.กลุ่มอาการปวด 

  •  กลุ่มอาการปวดช่วงคอ บ่า ไหล่ เช่น ภาวะหมอนรองกระดูกคอเคลื่อน (Cervical disc herniation) ภาวะคอตกหมอน (Neck sprain) กลุ่มอาการเส้นเลือดและเส้นประสาทถูกกดรัดบริเวณทรวงอก (Thoracic outlet syndrome, TOS) ภาวะไหล่ติด (Frozen shoulder) ภาวะหัวไหล่อักเสบ (Rotator cuff inflammation)
  • กลุ่มอาการปวดช่วงเอวและช่วงล่าง เช่น ภาวะหมอนรองกระดูกเอวเคลื่อน (Lumbar disc herniation) กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อช่วงเอวเรื้อรัง ภาวะสลักเพชรจม (Piriformis syndrome) ภาวะตะคริวและกลุ่มปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง 
  • กลุ่มอาการปวดจากการบาดเจ็บทางกีฬาหรือการออกกำลังกาย (Sport injuries)

2.กลุ่มโรคอายุกรรมภายใน

  • โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) กลุ่มอาการปวดศรีษะ-ไมเกรน (Chronic headache, Migraine) กลุ่มอาการมึนศีรษะ บ้านหมุน (Vertigo)
  • กลุ่มอัมพฤกษ์-อัมพาต(Stroke) กลุ่มอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีก (bell’s palsy) 
  • ภาวะปวดประจำเดือน (Menstrual cramps/Period pain) ภาวะเต้านมอักเสบ (Mastitis) 
  • การนวดทุยหนาในเด็กเพื่อการรักษา บำรุงร่างกาย หรือกระตุ้นพัฒนาการและความสูง

3.กลุ่มบำรุงร่างกาย

เน้นกดจุดเพื่อบำรุงร่างกายและป้องกันการเจ็บป่วย สามารถนำจุดที่แพทย์แผนจีนแนะนำเพื่อนำไปทำเองต่อที่บ้านได้ วันนี้เราจะมาแนะนำ 3 จุดที่นิยมใช้กัน ได้แก่ เหอกู่ (合谷, LI4) จูซานหลี่ (足三里, ST36) และซานอินเจียว (三阴交, SP6)

  • เหอกู่ (合谷, LI4) : สังกัดอยู่เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ ตั้งอยู่บริเวณหลังมือ ระหว่างกระดูกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เยื้องไปทางตรงกลางของกระดูกนิ้วชี้ เป็นจุดสารพัดประโยชน์ มักใช้เพื่อลดอาการปวดต่างๆ ทั้งปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน ทั้งยังเป็นจุดกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เนื่องจากเมื่อเทียบกับข้อมูลทางกายวิภาค จุดนี้จะตั้งอยู่บริเวณสาขาเส้นประสาทเรเดียลผิวเผิน (the superficial branch of the radial nerve, SBRN) ซึ่งเชื่อมต่อกับหลอดเลือดแดงฝอยที่คอยทำหน้าที่ลำเลียงเลือดไปส่วนต่างๆของร่างกาย {12}{13}
  • จูซานหลี่ (足三里, ST36) : สังกัดอยู่เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร ตั้งอยู่บริเวณใต้ร่องหัวเข่าลงมา 3 ชุ่น (ประมาณ4นิ้วมือ) ตามแนวกล้ามเนื้อทิเบียลิสด้านหน้า (tibialis anterior muscle) โดยห่างออกจากแนวหน้าแข้งมา 1 นิ้วกลาง เป็นจุดสำคัญที่มักใช้เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆภายในร่างกาย โดยเฉพาะกระเพาะอาหารและม้าม เนื่องจากศาสตร์แพทย์แผนจีนเชื่อว่า หากกระเพาะอาหารและม้ามซึ่งเป็นอวัยวะในการรับและย่อยอาหารแข็งแรง จะทำให้ร่างกายได้สารอาหารเพียงพอที่จะสร้างชี่และเลือด โดยชี่และเลือดนี้ก็จะถูกลำเลียงไปเลี้ยงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังกระตุ้นการทำงานของทางเดินลำไส้ ลดอาการกรดไหลย้อนและกระเพาะอาหารอักเสบได้ {14}{15}
  • ซานอินเจียว (三阴交, SP6) : สังกัดอยู่เส้นลมปราณม้าม เป็นจุดที่เส้นลมปราณยิน 3 เส้นมาตัดกันคือ เส้นลมปราณม้าม ตับ และไต ซึ่งเป็นกลุ่มอวัยวะที่ทำงานเกี่ยงข้องกับระบบสืบพันธุ์ ฮอร์โมน และประจำเดือน ตั้งอยู่บริเวณเหนือตาตุ่มของขาด้านในขึ้นมา 3 ชุ่น (ประมาณ 4 นิ้วมือ) มักใช้รักษากลุ่มคนไข้ที่มีอาการนอนไม่ค่อยหลับ คุณภาพการนอนไม่ดี ปวดประจำเดือน รอบประจำเดือนผิดปกติ มีบุตรยาก สมรรถภาพทางเพศเสื่อม บวมน้ำ และยังสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยไปกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic nervous system, PSNS) ให้หลั่งอินซูลินมากขึ้น {16]{17}{18}

เมื่อเรานำสามจุดนี้มาใช้ด้วยกัน จะเป็นการบำรุงระบบร่างกายโดยรวมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นและลดอัตราการเจ็บป่วยร้ายแรงได้ สำหรับใครที่ต้องการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เราแนะนำกดจุดเหล่านี้ จุดละ 3-5 นาที ทำวันละ 1-2 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นประจำ จะช่วยลดและป้องกันอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้อย่างแน่นอน

การนวดกดจุดที่ปิยชาติคลินิก โดยทั่วไป ระยะเวลาในการนวดกดจุดจะใช้เวลาประมาณ 15-60 นาที ต่อการรักษาหนึ่งครั้ง ขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของโรค คนไข้จะรู้สึกถึงการถูกกดจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่คนไข้จะรู้สึกผ่อนคลาย อาจมีความรู้สึกหน่วงตามจุดที่มีปมกล้ามเนื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบและความปวดได้

นวดกดจุดที่ “ปิยชาติคลินิก”

การนวดจุดที่ปิยชาติคลินิก แพทย์แผนจีนจะมีลำดับขั้นตอนในการรักษา ดังนี้

  1. ตรวจร่างกายและประเมินอาการ 

แพทย์จะทำการซักประวัติสุขภาพทั่วไป ตรวจร่างกายและประเมินอาการตามหลักแพทย์แผนจีน เช่นการตรวจแมะชีพจรและดูลิ้น เพื่อวินิจฉัยโรคและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล

  1. เลือดจุดและบริเวณในการทุยหนา

ในกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ จะมีการตรวจความสมดุลของโครงสร้างสรีระและบุคลิกภาพเพิ่มเติม เนื่องจากสาเหตุของกลุ่มอาการเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่สมดุลของสรีระร่างกายและบุคลิกภาพที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้แพทย์แผนจีนอาจให้คำแนะนำในการออกกำลังกายและการดูแลตนเองควบคู่ไปด้วย

  1. ระยะเวลาและความรู้สึกระหว่างการรักษา

โดยทั่วไป ระยะเวลาในการนวดกดจุดจะใช้เวลาประมาณ 15-60 นาที ต่อการรักษาหนึ่งครั้ง ขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของโรค คนไข้จะรู้สึกถึงการถูกกดจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่คนไข้จะรู้สึกผ่อนคลาย อาจมีความรู้สึกหน่วงตามจุดที่มีปมกล้ามเนื้อซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบและความปวดได้ หากคนไข้รู้สึกปวดเกินไป หรือทนไม่ไหว สามารถแจ้งแพทย์ได้ทันที

คำถามที่พบบ่อย

นวดกดจุดต่างจากการนวดแผนไทยยังไง?

นวดกดจุดเป็นการใช้ศาสตร์แพทย์แผนจีนในการรักษา โดยอิงจุดฝังเข็มตามเส้นลมปราณหลัก 14 เส้น ซึ่งพื้นฐานการทำหัตถการเน้นความสม่ำเสมอ นุ่มนวล เชื่องช้าไม่รีบ แต่หนักแน่นและมีน้ำหนัก มุ่งเน้นกดจุดกระตุ้นการทำงานของอวัยวะและระบบร่างกายภายใน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและป้องกันการเกิดอาการเจ็บป่วย

ส่วนการนวดแผนไทย อ้างอิงจากตำราโบราณของภูมิปัญญาไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เน้นใช้ส่วนต่างๆของร่างกายผู้ทำหัตถการเพื่อยืดหรือคลายกล้ามเนื้อคนไข้ และสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยประเภทกล้ามเนื่อได้ {19}

นวดกดจุดเจ็บไหม?

การนวดกดจุดนั้นเน้นความสม่ำเสมอ นุ่มนวล เชื่องช้าไม่รีบ แต่หนักแน่นและมีน้ำหนัก ทำให้เกิดความผ่อนคลาย แทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บ อาจมีความรู้สึกหน่วงในจุดที่เป็นปมกล้ามเนื้อซึ่งมีรอยการอักเสบอยู่แล้ว แต่หากคนไข้รู้สึกปวดมากเกินไป ทนไม่ไหว สามารถแจ้งแพทย์แผนจีนที่ทำการรักษาได้ทันที

ควรนวดกดจุดบ่อยแค่ไหน?

สามารถนวดกดจุดเพื่อการรักษา ฟื้นฟูสุขภาพและบำรุงร่างกายได้บ่อยที่สุด 1 ครั้งต่อสัปดาห์ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยและแนวทางการรักษาของแพทย์แผนจีน

คนมีโรคประจำตัวสามารถนวดกดจุดได้ไหม?

สามารถทำได้ เนื่องจากทางคลินิกและแพทย์จะสอบถามโรคประจำตัวและวัดความดันโลหิตก่อนทำการรักษา และการนวดกดจุดเป็นการกระตุ้นการทำงานของร่างกายในระดับพื้นฐานเท่านั้น ไม่มีผลอันตรายใดๆ แต่หากคนไข้รู้สึกมีอาการกำเริบหรือมีอาการวิงเวียนศีรษะเกินไป สามารถแจ้งแพทย์ได้ทันที 

“สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกหรือเผยแพร่เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาต”

References

  1. 炳华, 范., 明舫, 韩., 毅, 赵., 一煌, 顾., 道全, 王., & 军, 庞. (2008). 推拿学 (1st ed., Vol. 十一五). 中国中医药出版社. csln. net/qksd/
  2. Shen, Yibing & Wang, Lu & Zhang, Enwei & Zhang, Xinyi. (2023). The relationship between the nervous system and meridians. Highlights in Science, Engineering and Technology. 36. 509-516. 10.54097/hset.v36i.5723.
  3. Wang Z, Yan H, Su K, Wu R, Wang L, Bi H, Wu J. Effects of acupuncture at limb Acupoints-Guangming (GB37) on UDVA, CS, and EEG microstate in myopia. Front Neurosci. 2024 Nov 21;18:1492529. doi: 10.3389/fnins.2024.1492529. PMID: 39640293; PMCID: PMC11618237.
  4. Maciocia, G. (2005). The Channels of Acupuncture: Clinical Use of the Secondary Channels and Eight Extraordinary Vessels. Churchill Livingstone.
  5. Maurer N, Nissel H, Egerbacher M, Gornik E, Schuller P, Traxler H. Anatomical Evidence of Acupuncture Meridians in the Human Extracellular Matrix: Results from a Macroscopic and Microscopic Interdisciplinary Multicentre Study on Human Corpses. Evid Based Complement Alternat Med. 2019 Mar 21;2019:6976892. doi: 10.1155/2019/6976892. PMID: 31015853; PMCID: PMC6448339.
  6. Rehman A, Al Khalili Y. Neuroanatomy, Occipital Lobe. [Updated 2023 Jul 24]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2025 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK544320/
  7. Chao, Hui-Lin & Miao, Shang-Jun & Liu, Pei-Fen & Lee, Henry & Chen, Ying-Miao & Yao, Chung-Tay & Chou, Hsiu-Ling. (2013). The Beneficial Effect of ST-36 (Zusanli) Acupressure on Postoperative Gastrointestinal Function in Patients With Colorectal Cancer. Oncology nursing forum. 40. E61-8. 10.1188/13.ONF.E61-E68. 
  8. Oh, J. E., & Kim, S. N. (2022). Anti-Inflammatory Effects of Acupuncture at ST36 Point: A Literature Review in Animal Studies. Frontiers in immunology, 12, 813748. https://doi.org/10.3389/fimmu.2021.813748
  9. Mehta, P., Dhapte, V., Kadam, S., & Dhapte, V. (2016). Contemporary acupressure therapy: Adroit cure for painless recovery of therapeutic ailments. Journal of traditional and complementary medicine, 7(2), 251–263. https://doi.org/10.1016/j.jtcme.2016.06.004
  10. Cho, Y., Joo, J.-M., Kim, S., & Sok, S. (2021). Effects of Meridian Acupressure on Stress, Fatigue, Anxiety, and Self-Efficacy of Shiftwork Nurses in South Korea. International Journal of Environmental Research and Public Health, 18(8), 4199. https://doi.org/10.3390/ijerph18084199
  11. Alsac, S.Y., & Polat, S. (2019). Effects of Acupressure and Massage Therapy in Relieving Respiratory Problems in Children with Respiratory Distress.
  12. Wang, Fang-Li BMa; Chu, Jia-Mei MD, PhDa; Yu, Jing MMa,*; Wang, Qin BMa. Acupuncture at Hegu point (LI4) for myofascial temporomandibular disorders: A case report. Medicine: Case Reports and Study Protocols 3(12):p e0263, December 2022. | DOI: 10.1097/MD9.0000000000000263 
  13. Umemoto, K., Naito, M., Tano, K., Terayama, H., Koike, T., Ohmichi, M., Ohmichi, Y., Sakabe, K., & Nakano, T. (2019). Acupuncture Point “Hegu” (LI4) Is Close to the Vascular Branch from the Superficial Branch of the Radial Nerve. Evidence-based complementary and alternative medicine : eCAM, 2019, 6879076. https://doi.org/10.1155/2019/6879076
  14. Li, H., He, T., Xu, Q., Li, Z., Liu, Y., Li, F., Yang, B. F., & Liu, C. Z. (2015). Acupuncture and regulation of gastrointestinal function. World journal of gastroenterology, 21(27), 8304–8313. https://doi.org/10.3748/wjg.v21.i27.8304
  15. Mu He, Xue Yee Lim, Jing Li, Ling Li, Tong Zhang,Mechanisms of acupuncture at Zusanli (ST36) and its combinational acupoints for stress gastric ulcer based on the correlation between Zang-fu and acupoints,Journal of Integrative Medicine,Volume 23, Issue 1,2025,Pages 1-11, ISSN 2095-4964,https://doi.org/10.1016/j.joim.2024.12.003 
  16. Wang, Z. J., Zhang, Y., Guo, W., Zhuang, L. X., Gao, X., Willcox, M. L., & Hu, X. Y. (2020). Is single acupoint Sanyinjiao (SP 6) effective in managing insomnia? A systematic review of randomized controlled trials. Global health & medicine, 2(4), 212–220. https://doi.org/10.35772/ghm.2020.01010
  17. Kashefi, F., Khajehei, M., Ashraf, A. R., & Jafari, P. (2011). The efficacy of acupressure at the Sanyinjiao point in the improvement of women’s general health. Journal of alternative and complementary medicine (New York, N.Y.), 17(12), 1141–1147. https://doi.org/10.1089/acm.2010.0589 
  18. S. Priyadharshini, A. Mooventhan, Venkatalakshmi Saravanan, N. Mangaiarkarasi,Effects of needling at Sanyinjiao (SP6) acupuncture point on blood glucose levels and cardiovascular functions in patients with type 2 diabetes mellitus: a randomized placebo-controlled study,Digital Chinese Medicine,Volume 7, Issue 3,2024,Pages 224-230,ISSN 2589-3777,https://doi.org/10.1016/j.dcmed.2024.12.002
  19. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2025, November 17). เจาะลึกนวดแผนไทย – ศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยที่ยังคงอยู่ในทุกยุคสมัย. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Retrieved November 24, 2025, from https://www.chula.ac.th/highlight/271753/